สธ.แก้ระเบียบ ‘เงินวิจัยทางคลินิก’ เปิดทางรพ.ทำได้คล่องตัวขึ้น ดึงเงินลงทุนเข้าไทยแข่งสิงคโปร์-มาเลเซีย
KEY POINTS
- กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แก้ระเบียบ ‘เงินวิจัยทางคลินิก’ เปิดทางทำวิจัยได้คล่องตัวขึ้น ดึงเงินลงทุนเข้ารพ.สธ.เพิ่ม แข่งสิงคโปร์-มาเลเซีย
- กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เตรียมตั้งคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยกลาง ทำหน้าที่ตรวจสอบการวิจัยทางคลินิกทั้งระบบในรพ.สธ.ทั่วประเทศ พร้อมมอบผอ.รพ.จังหวัดเร่งตั้งทีมวิจัย
- กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ย้ำการเพิ่มรายได้ผ่านโครงการวิจัยทางคลินิกในรพ.สธ.ยังไม่เบียดเบียนเวลาตรวจรักษาคนไข้ เหตุแพทย์ยังทำวิจัยแค่ 1.2 %ของแพทย์ทั้งหมดและไม่ได้ทำวิจัยเต็มเวลา
กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เดินหน้ายกระดับการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) ในโรงพยาบาลสังกัด สธ. เพื่อดึงดูดเงินลงทุนแข่งกับต่างประเทศ เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ ผ่าน 2 มาตรการหลัก คือ การร่วมมือกับกรมบัญชีกลางปรับแก้ระเบียบการเงินให้คล่องตัวแบบมหาวิทยาลัย และการจัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยกลาง (Ethics Committee) ทั้งนี้ ปัจจุบันมีแพทย์ สธ. ทำวิจัยเพียงไม่ถึง 1- 2% จึงไม่กระทบเวลาดูแลรักษาผู้ป่วย พร้อมทั้งมอบหมายให้โรงพยาบาลจังหวัดจัดตั้งทีมวิจัยอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพบุคลากร และเปิดโอกาสทางธุรกิจให้บริษัทเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนวิจัยได้อย่างเต็มรูปแบบ
แก้ระเบียบเงินวิจัยทางคลินิก
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการขับเคลื่อนให้โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(รพ.สธ.)สามารถรองรับโครงการวิจัยทางคลินิก((Clinical Trial))มากขึ้นว่า เดิมทีเมื่อมีโครงการวิจัยเข้ามาสู่ รพ.สธ. เงินจะเข้าสู่เงินบำรุงของรพ.ทำให้มีการใช้จ่ายยาก จึงแก้ปัญหาโดยหารือร่วมกับกรมบัญชีกลางและปรับแก้ระเบียบที่เกี่ยวข้องในลักษณะเดียวกับมหาวิทยาลัยที่มีการดำเนินการรับโครงการวิจัยอยู่แล้ว ทำให้มีความคล่องตัวในการใช้เงินวิจัยมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาจุดนี้ถือเป็นข้อด้อยของสธ.ที่แข่งกับต่างประเทศไม่ได้ แม้รพ.สธ.จะมีคนไข้ เตียง และแพทย์มาก แต่ระเบียบไม่รองรับ เมื่อระเบียบดีขึ้น
เตรียมตั้งคกก.จริยธรรมการวิจัยกลาง
อีกทั้ง จะต้องดำเนินการ เรื่อง คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยกลาง( Ethics Committee) ที่เดิมแต่ละคนต่างมีของแต่ละโรงพยาบาล ดังนั้น หากจะทำวิจัยในหลายไซส์ในรพ.สธ. จึงต้องมีคณะกรรมการกลาง ตอนนี้กำลังทำอยู่ เมื่อมีคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยกลาง ก็จะคอยดูกระบวนการทำทั้งหมด หากกระบวนการเกิดความเสี่ยงกับคนไข้ ก็จะไม่ให้ทำ แต่บางอันจำเป็นต้องให้คนหนึ่งได้และอีกคนไม่ได้ในคนป่วยแบบเดียวกัน โดยจะมอนิเตอร์ว่าเกิดผลกระทบเมื่อไร หากมีผลกระทบต้องสั่งหยุดทำวิจัยทันที
“หากมี 2 สิ่งนี้ ก็จะทำให้ระบบการวิจัยในรพ.สธ.จะคล่องตัวขึ้น โดยเป้าหมายที่รมว.สาธารณสุขวางไว้ คือ การยกระดับศักยภาพของเราให้เท่าเทียมต่างประเทศ และเงินที่มาจากโครงการวิจัยทางคลินิกก็จะเข้ารพ.นั้นๆ โดยคิดเป็นโปรเจกต์ไป”นพ.สมฤกษ์กล่าว
ทำวิจัยไม่เบียดเวลารักษาคนไข้ แพทย์ยังทำน้อยแค่ 1-2 %
นพ.สมฤกษ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินการให้โรงพยาบาลจังหวัดทุกแห่งสามารถเปิดรับโครงการวิจัยทางคลินิกได้ อาจจะยังไม่ค่อยฟังก์ชันเท่าไรด้วยเรื่องระเบียบ แต่ตนได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการรพ.จังหวัดทุกแห่งแต่งตั้งทีมวิจัยให้เป็นระบบ โดยมีผู้บริหารกำกับ จากนี้ระบบก็จะเริ่มดีขึ้น จะไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ปล่อยแล้วแต่แพทย์จะทำหรือไม่ทำ
“การวิจัยส่วนมากไม่เบียดเบียนเวลาตรวจรักษาคนไข้ แต่ก็มีบ้างถ้าทำวิจัยเยอะๆ ก็กินเวลา แต่โดยทั่วไปตอนนี้คิดว่าทำได้เพราะรพ.สธ.ยังทำวิจัยน้อยมาก ถ้าทำมากแล้วค่อยมาดูว่าจะกระทบไหม ซึ่งตอนนี้เปอร์เซ็นต์ที่ใช้ทำวิจัยเทียบกับเวลาปกติน้อยมาก เชื่อว่าน้อยมากๆในโรงพยาบาลมีแพทย์ทำวิจัยไม่ถึง 1-2% ของแพทย์ทั้งหมด และแพทย์คนนั้นก็ไม่ได้ทำเต็มเวลา หากวันข้างหน้ามีแพทย์ทำวิจัย 30-40% ของแพทย์ทั้งหมด ถึงตอนนั้นค่อยมาพิจารณา”นพ.สมฤกษ์กล่าว
ดึงเงินลงทุนเข้ารพ.สธ.ไทย แข่งมาเลเซีย-สิงคโปร์
ในส่วนของการดึงบริษัทเอกชนให้เข้ามาลงทุนทำโครงการวิจัยทางคลินิกในรพ.สธ.นั้น นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ปกติบริษัทเอกชนจะมีงบประมาณในการวิจัยอยู่แล้ว และจะเลือกเข้าไปดำเนินการในจุดที่มีศักยภาพทุกที่อยู่แล้ว ที่ผ่านมาที่ไปมากคือโรงเรียนแพทย์ เพราะเวลาจะนำยามาใช้กับคนไทย ต้องมีการวิจัยเพื่อขึ้นทะเบียน แต่ตอนนี้บริษัทจะไปทำกับต่างประเทศมาก
ส่วนในไทยยังต่ำกว่ามาเลเซียและสิงคโปร์มาก ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลมีระบบ สาเหตุก็เพราะเรื่องความคล่องตัวในการทำงาน ขณะเดียวกันการทำวิจัยแบบนี้เป็นการเปิดโอกาสในการใช้ยาและทำให้เกิดการแข่งขัน ส่วนที่มวิจัยก็จะได้ความรู้ การพัฒนาตนเอง และรายได้เพิ่มขึ้น
“เรื่องการต่อรองเชิงธุรกิจกับบริษัทต่างๆที่จะเข้ามาทำโครงการวิจัยกับรพ.สธ.เป็นเรื่องที่ท่านรมว.ถนัด ที่ผ่านมาแพทย์หรืออาจารย์ทั่วไปมักไม่ได้คิดเรื่องนี้ แต่คิดว่าตรงนี้ท่านรัฐมนตรีจะตอบโจทย์บริษัทและทำให้บริษัทอยากมา สมัยก่อนจะคิดแค่ว่า วิจัยนี้ควรทำไหม ถูกหลักจริยธรรม หรือไม่แค่นี้เอง ไม่ได้คิดผลตอบแทนทางธุรกิจ แต่รอบนี้ท่านรัฐมนตรีมองเรื่องนี้ และให้โอกาสทางธุรกิจแก่บริษัท”นพ.สมฤกษ์กล่าว
สธ.รื้อระเบียบ ‘งบวิจัยทางการแพทย์’ ดึงทุนยานวัตกรรมยกระดับไทยแข่งสิงคโปร์-มาเลเซีย
กระทรวงสาธารณสุขปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงินอิงเกณฑ์มหาวิทยาลัย หวังสร้างความคล่องตัวดึงการลงทุนวิจัยคลินิกจากต่างชาติ พร้อมชูโมเดลต่อรองเชิงธุรกิจ และตั้ง "Competitive Committee" ขยายฐานโรงพยาบาลภูมิภาคสร้างรายได้เสริมบุคลากร
ปลดล็อกระเบียบการเงิน ยกระดับความคล่องตัววิจัย กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริหารจัดการงานวิจัยทางการแพทย์ครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความล่าช้าและข้อจำกัดด้านระเบียบการใช้เงินงบประมาณวิจัย ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในการแข่งขันกับต่างประเทศ แม้จะมีศักยภาพสูงทั้งด้านจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ ปริมาณเตียง และฐานผู้ป่วยที่ครอบคลุมก็ตาม เพื่อปลดล็อกอุปสรรคดังกล่าว
//////รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ประสานความร่วมมือกับกรมบัญชีกลางเพื่อปรับปรุงระเบียบการเงิน โดยนำหลักการบริหารงบประมาณวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยมาปรับใช้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้แก่โครงการวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเงินทุนวิจัยจะถูกจัดสรรเข้าสู่โรงพยาบาลผู้ดำเนินโครงการโดยตรงในลักษณะการบริหารเป็นรายโปรเจกต์
ชู คณะกรรมการแข่งขันกลาง หนุนวิจัยหลากศูนย์
นอกเหนือจากการปฏิรูปกฎระเบียบทางการเงิน กระทรวงสาธารณสุขยังอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการแข่งขันกลาง หรือ Competitive Committee เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบริหารและประสานงานวิจัยหลากศูนย์ (Multi-center Clinical Trials) ร่วมกับโรงพยาบาลต่างๆ ในสังกัด เนื่องจากในปัจจุบันแต่ละโรงพยาบาลมีศักยภาพและความพร้อมที่แตกต่างกัน การมีกลไกศูนย์กลางจะช่วยจัดสรรและดึงดูดโครงการวิจัยจากบริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัดทุกแห่งจัดตั้งทีมวิจัยอย่างเป็นระบบ โดยมีผู้บริหารระดับสูงคอยกำกับดูแล เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการทำวิจัยตามความสนใจส่วนบุคคลไปสู่การขับเคลื่อนเชิงระบบขององค์กร
คุมเข้มจริยธรรม ยืนยันไม่กระทบการรักษาประชาชน ในประเด็นความกังวลเรื่องการเบียดเบียนเวลาการรักษาพยาบาลผู้ป่วย กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าการทำวิจัยจะไม่มีผลกระทบต่อคุณภาพการบริการประชาชน โดยปัจจุบันสัดส่วนของแพทย์ที่ทำวิจัยคิดเป็นไม่ถึง 1.2% ของแพทย์ทั้งหมดในระบบ และไม่ได้เป็นการปฏิบัติงานแบบเต็มเวลา ซึ่งเป้าหมายในปัจจุบันคือการเร่งส่งเสริมให้แพทย์เข้าร่วมการทำวิจัยเพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับความรู้และมาตรฐานวิชาการของประเทศ สำหรับความปลอดภัยของผู้ป่วย โดยเฉพาะในการทดลองทางคลินิกที่มีการใช้ยาหลอก (Placebo) กระทรวงสาธารณสุขเน้นย้ำถึงบทบาทของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (Ethics Committee) ในการประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวด หากพบว่ากระบวนการวิจัยมีความเสี่ยงเกินยอมรับได้จะไม่อนุญาตให้ดำเนินการ และหากเกิดผลกระทบต่อผู้ป่วยระหว่างการทดลอง จะมีคำสั่งให้หยุดการทำวิจัยในทันที
ชูวิสัยทัศน์ต่อรองธุรกิจ ดึงเม็ดเงินและยกระดับรายได้หมอ การปรับเปลี่ยนทิศทางในครั้งนี้ยังเน้นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านเศรษฐกิจสุขภาพ เนื่องจากที่ผ่านมาเม็ดเงินลงทุนวิจัยยานวัตกรรมเพื่อการขึ้นทะเบียนรักษามักหลั่งไหลไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ เป็นหลัก กระทรวงสาธารณสุขจึงปรับเปลี่ยนมุมมองจากการพิจารณาเพียงมิติทางจริยธรรมวิจัย มาเป็นการนำวิสัยทัศน์การต่อรองเชิงธุรกิจเข้ามาตอบโจทย์และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่บริษัทผู้ผลิตยา นอกจากนี้ โครงสร้างวิจัยใหม่ยังช่วยสร้างระบบแรงจูงใจทางการเงินแก่แพทย์อย่างถูกต้อง โดยยกตัวอย่างอาจารย์แพทย์ในสถาบันแพทยศาสตร์บางแห่งที่สามารถสร้างรายได้จากผลงานวิจัยสูงกว่าเงินเดือนประจำ ซึ่งนอกจากจะช่วยต่อยอดความรู้และการสอนแล้ว ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างระบบเศรษฐกิจการแพทย์ที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศ





