แพทย์ รพ.รามาฯ เผยใช้ฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจนทั้งคุมกำเนิดและข้ามเพศ เสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน ชี้สังเกตขาบวมข้างเดียวและเจ็บหน้าอก ควรรีบพบแพทย์ก่อนวิกฤติเสียชีวิต
KEY POINTS
- แพทย์ รพ.รามาฯ เตือนว่าการใช้ฮอร์โมนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งมักถูกมองข้าม
- ฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะเอสโตรเจน ที่ใช้ในการคุมกำเนิด, เป็นฮอร์โมนทดแทน หรือในกลุ่มคนข้ามเพศ เป็นตัวการหลักที่เพิ่มความเสี่ยง
- รูปแบบการใช้ฮอร์โมนแบบรับประทานและแบบฉีดมีความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตันสูงกว่าแบบแผ่นแปะผิวหนัง
- สัญญาณเตือนที่ควรสังเกตคืออาการขาบวมข้างเดียว หรืออาการเจ็บหน้าอกและหอบเหนื่อย ซึ่งอาจเป็นอาการของลิ่มเลือดอุดตันที่ปอด
ศูนย์โรคเลือดออกง่ายและหลอดเลือดอุดตัน ภายใต้สังกัดศูนย์เพื่อความเป็นเลิศ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดกิจกรรมโครงการ “วันหลอดเลือดอุดตันโลก 2026: ฮอร์โมนกับความเสี่ยงที่มองไม่เห็น” เนื่องใน“วันหลอดเลือดอุดตันโลก” ซึ่งตรงกับวันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เพื่อส่งเสริมการป้องกันโรคและการดูแลสุขภาพอย่างมีความรู้ความเข้าใจ
เพราะภาวะลิ่มเลือดอุดตันอาจไม่ได้แสดงอาการอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น การรู้ปัจจัยเสี่ยงของตนเองโดยเฉพาะการใช้ฮอร์โมนซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่มักถูกมองข้าม ตลอดจนการสังเกตสัญญาณเตือนและเข้ารับคำปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์เมื่อมีความเสี่ยง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพและช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
ใช้ฮอร์โมน ปัจจัยเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
ศ. นพ.พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ ประธาน International Society on Thrombosis and Haemostasis (ISTH) และหน่วยโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การใช้ฮอร์โมน ไม่ว่าจะเป็นยาคุมกำเนิด ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนในกลุ่มคนข้ามเพศ รวมถึงการตั้งครรภ์และระยะหลังคลอด ล้วนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
แม้ฮอร์โมนจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยง อาการเตือน และแนวทางการป้องกัน การสร้างความตระหนักและความเข้าใจที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน พร้อมเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของผู้ใช้ฮอร์โมนในทุกกลุ่ม
3 สาเหตุหลัก "หลอดเลือดดำอุดตัน"
อ.พญ.หัธมล ชนวรางกูร อาจารย์แพทย์ศูนย์โรคเลือดออกง่ายและหลอดเลือดอุดตัน ภายใต้ศูนย์ความเป็นเลิศ และอ.นพ.ภัทระ กาญจนกันทร์ สาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมให้ข้อมูลว่า ภาวะหลอดเลือดอุดตัน คือ ภาวะที่มีลิ่มเลือดไปอุดตันในหลอดเลือด ทำให้ขัดขวางการไหลเวียนของเลือด โดยแบ่งเป็น หลอดเลือดแดงอุดตัน ซึ่งนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรก และหลอดเลือดดำอุดตัน
ในส่วนของภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน มีสาเหตุหลักมาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1.) การไหลเวียนของเลือดช้า เช่น การนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน นั่งรถหรือเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นเวลานานโดยไม่ได้ขยับตัว
2.) การไม่ได้เคลื่อนไหวนานๆ เช่น การใส่เฝือก และการบาดเจ็บของหลอดเลือด เช่น การใส่สายสวนหลอดเลือด หรือการทำหัตถการทางการแพทย์และการผ่าตัด
3.) ภาวะเลือดแข็งตัวง่าย มีทั้งสาเหตุแต่กำเนิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม และสาเหตุภายหลัง เช่น โรคอ้วน และ โรคมะเร็ง
นอกจากนี้ โรคอ้วน ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่น่ากลัวเนื่องจากนอกจากจะก่อให้เกิดโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูงแล้ว ยังส่งผลโดยตรงให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ง่ายขึ้นด้วย นอกจากนี้ ระดับความเสี่ยงยังแปรผันตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับโรคประจำตัวของผู้ป่วยที่สะสมเพิ่มขึ้นตามวัย รวมถึง ฮอร์โมน
“จากการศึกษา พบว่า ภาวะลิ่มเลือดอุดตันมีความสัมพันธ์กับ อัตราการเสียชีวิตสูงถึงประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ป่วทั้งในเด็กและผู้ใหญ่”
สัญญาณเตือน ขาบวมข้างเดียว - เจ็บหน้าอกหอบเหนื่อย
ตำแหน่งหลักๆที่เกิดลิ่มเลือดอุดตัน คือ
- ที่ขา มักจะมีอาการ ขาบวม และมักบวมข้างเดียว ผิวหนังมีอาการแดง ร้อนที่ขาข้างนั้น หรือมีสีคล้ำผิดปกติ
- ที่ปอด มีอาการหอบเหนื่อย เจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเวลาหายใจเข้าลึกๆ และระดับออกซิเจนในเลือดลดต่ำกว่าปกติ
อีกทั้ง ในทางกุมารเวชกรรม มีภาวะอันตรายไม่แพ้กันเลย เรียกว่า “หลอดเลือดฝอยอุดตันเฉียบพลันจนเนื้อเยื่อตาย (Purpura fulminans) ส่งผลให้เกิดหลอดเลือดดำฝอยอุดตันบริเวณผิวหนัง อาการผู้ป่วยจะมีเนื้อตายบริเวณผิวหนัง เห็นเป็นปื้นสีม่วง มีไข้ หรือบางครั้งมีภาวะช็อก และแย่สุดสามารถเสียชีวิตได้ แม้จะพบได้น้อยกว่า 1% แต่ถือเป็นภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์ที่อาจนำไปสู่ภาวะช็อกและเสียชีวิตได้หากรักษาไม่ทันท่วงที
ฮอร์โมนเอสโตรเจนเสี่ยงสูง
ในส่วนของ “ฮอร์โมน”กับความเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ การใช้ฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ฮอร์โมนเอสโตรเจน” ซึ่งเป็นตัวการหลักในการเพิ่มความเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ต่างจากฮอร์โมนเพศชายอย่างเทสโตสเตอโรนที่พบว่ามีความเสี่ยงต่ำมาก จนแทบไม่ส่งผลกระทบ
โดยฮอร์โมนเพศหญิงมีข้อบ่งใช้หลักของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวันประกอบด้วย
1.การคุมกำเนิด
2.การให้ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดประจำเดือน
3.การใช้ในกลุ่มคนข้ามเพศ โดยเฉพาะสตรีข้ามเพศที่เปลี่ยนผ่านจากชายเป็นหญิง อีกทั้ง ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน พบรายงานการเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้เช่นกัน แต่มีระดับความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเอสโตรเจน
ฮอร์โมนแบบกิน-ฉีด เสี่ยงกว่าแปะผิวหนัง
นอกจากชนิดของฮอร์โมนแล้ว รูปแบบการบริหารยา ยังส่งผลต่อระดับความเสี่ยงด้วย โดยการใช้ฮอร์โมนในรูปแบบ การรับประทานและการฉีด จะมีความเสี่ยงในการกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันสูงกว่ารูปแบบ การใช้แผ่นแปะผิวหนัง ดังนั้น การตัดสินใจเริ่มใช้ยาฮอร์โมนในทุกกรณีจึงจำเป็นต้องผ่านการประเมินและชั่งน้ำหนักความเสี่ยงระหว่างโอกาสการเกิดลิ่มเลือดอุดตันกับภาวะเลือดออกร่วมกับแพทย์อย่างรอบคอบ
สำหรับการป้องกันและรับมือกับภาวะนี้ สามารถทำได้
1.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การลุกขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอในระหว่างเดินทางไกล หลีกเลี่ยงการนั่งนิ่งนานๆ ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง และควบคุมน้ำหนัก เพื่อลดภาวะอ้วน ควบคู่ไปกับการรักษาโรคประจำตัว
2.การใช้ยาป้องกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นยากิน ต้องดูว่าสาเหตุเกิดจากอะไร หากเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีมาแต่กำเนิดอาจจะต้องกินยาต่อเนื่องตลอดชีวิต ร่วมกับการลดความเสี่ยงอื่นๆ
โดยการใช้ยาป้องกันแบ่งเป็นผู้ที่ไม่เคยเป็นลิ่มเลือดมาก่อน และคนที่เคยเป็นลิ่มเลือดมาก่อนที่ใช้ยาเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ แต่ต้องอยู่ภายใต้การตัดสินใจของผู้ป่วยและแพทย์ เนื่องจากต้องมีการชั่งตวงระหว่างความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกและความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
‘รู้ความเสี่ยง รู้สัญญาณเตือน รู้วิธีป้องกัน เพื่อให้ทุกคนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม และร่วมกันทำให้ “ลิ่มเลือดอุดตัน” ไม่ใช่ความเสี่ยงที่ถูกมองข้ามอีกต่อไป





