คกก.พัฒนาระบบยา เดินหน้าเพิ่มการเข้าถึงยาจำเป็นกว่า 20 รายการ หนุนยานวัตกรรมไทย สร้างความมั่นคงทางยาอย่างยั่งยืน
คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เดินหน้าขับเคลื่อนแผนพัฒนาระบบยาแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง เพิ่มการเข้าถึงยาจำเป็นกว่า 20 รายการ เพิ่มวัคซีน PCV สำหรับเด็กเล็ก และทบทวนยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติกว่า 40 รายการ พร้อมกำหนดราคากลางยา 70 รายการ คาดช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐราว 400 ล้านบาทต่อปี พร้อมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนายานวัตกรรมและวัคซีนที่ผลิตในประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงทางยาและศักยภาพอุตสาหกรรมยาของไทย
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงบัญชียาหลักแห่งชาติ เพิ่มรายการยากว่า 20 รายการ เช่น ยาเดสโมเพรสซิน (Desmopressin) รักษาภาวะปัสสาวะรดที่นอนในเด็ก และยาเอกูลิซูแมบ (Eculizumab) รักษาอาการเม็ดเลือดแดงแตกจากภาวะยูเรเมีย คาดช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยาจำเป็นได้เพิ่มขึ้นกว่า 100,000 คน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้เพิ่มวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมค็อกคัสชนิดคอนจูเกต (PCV) เพื่อป้องกันโรคปอดอักเสบในเด็กเล็กประมาณ 400,000 ราย รวมทั้ง ทบทวนรายการยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติกว่า 40 รายการ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการรักษา โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
ในด้านการบริหารงบประมาณ ที่ประชุมได้กำหนดราคากลางยา 70 รายการ คาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐได้ราว 400 ล้านบาทต่อปี ควบคู่กับการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนายานวัตกรรมและวัคซีนที่ผลิตในประเทศอีก 10 รายการ
โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ชีววัตถุที่สามารถผลิตได้ในประเทศ ได้แก่ ยาต้านพิษโบทูลินัม (Botulinum Antitoxin) และวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ เพื่อเสริมความมั่นคงทางยาและเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยาของไทย
พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การใช้ยาอย่างสมเหตุผล (RDU Country) เพื่อให้ประชาชนใช้ยาได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการใช้ยาไม่เหมาะสม และยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประชาชน
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบยาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มการเข้าถึงยาจำเป็นและวัคซีน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนายาในประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง และสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศในระยะยาว
ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะหน่วยงานเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ จะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมติของคณะกรรมการฯ ไปสู่การปฏิบัติ ทั้งการปรับปรุงบัญชียาหลักแห่งชาติ การกำหนดราคากลางยา การส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล และการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนายาในประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม
การพัฒนาระบบยาต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงให้มียาเพียงพอ แต่ต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงยาที่จำเป็น มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันประเทศไทยต้องมีขีดความสามารถในการวิจัย พัฒนา และผลิตยาและวัคซีนที่สำคัญได้มากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงทางยาและรองรับความต้องการด้านสุขภาพของประเทศในระยะยาว





