วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

เพิ่มยาเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติกว่า 40 รายการ ครอบคลุมโรคสำคัญ- ดูแลเฉพาะทาง

เพิ่มยาเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติกว่า 40 รายการ ครอบคลุมโรคสำคัญ- ดูแลเฉพาะทาง

คกก. พัฒนาระบบยาแห่งชาติ เห็นชอบบรรจุยาเข้าบัญชียาหลักฯ กว่า 40 รายการ ครอบคลุมโรคสำคัญ-กลุ่มผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลเฉพาะทาง พร้อมปรับระบบวัคซีนคล่องตัว-ผลักดันยานวัตกรรมไทย คาดประหยัดงบรัฐกว่า 2,600 ล้านบาทต่อปี

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวว่าว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติเมื่อวันที่ 5 มี.ค.2569 มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจำนวน 8 คณะ แทนชุดเดิมที่หมดวาระลง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. 2566–2570 ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบการปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการวัคซีนของประเทศ โดยกำหนดให้วัคซีนที่ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชีวัคซีนหลักแห่งชาติ สามารถประกาศบรรจุเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติได้ทันที

เปิดทางให้หน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดซื้อได้ตามความจำเป็น โดยไม่ต้องรอขั้นตอนการพิจารณางบประมาณจากกองทุนสุขภาพ ช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความคล่องตัวของระบบ และทำให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศอย่างจริงจัง ทั้งการเพิ่มการเข้าถึงยาจำเป็นและวัคซีนอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับยาที่มีคุณภาพ ปลอดภัย พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนระบบยาไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป”นายพัฒนากล่าว 

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณกรรมการอาหารและยา ในฐานะเลขานุการฯ กล่าวว่า ในด้านการเพิ่มการเข้าถึงยาจำเป็น ที่ประชุมได้เห็นชอบบรรจุยาเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติรวมกว่า 40 รายการ ครอบคลุมโรคสำคัญและกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลเฉพาะทาง อาทิ

  • ยาพาลิเพอริโดน (Paliperidone) ชนิดฉีดออกฤทธิ์เนิ่น สำหรับผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มเสี่ยงกว่า 1,300 คน
  • ยาอิมิซิซูแมบ (Emicizumab) สำหรับป้องกันภาวะเลือดออกในผู้ป่วยฮีโมฟีเลียเอ เด็กและวัยรุ่นกว่า 440 คน
  • ยาโฟมิพิโซล (Fomepizole) ยาต้านพิษสำหรับรักษาภาวะพิษจากเมทานอล

นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันการใช้ยานวัตกรรมที่วิจัยและพัฒนาในประเทศเพิ่มขึ้นอีก 30 รายการ เช่น ยารักษาโรคเบาหวาน sitagliptin ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณของภาครัฐได้มากกว่า 2,600 ล้านบาทต่อปี

“สะท้อนศักยภาพของประเทศในการพึ่งพาตนเองด้านยา และเสริมสร้างความมั่นคงทางยาในระยะยาว พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังเดินหน้าขับเคลื่อนการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (Rational Drug Use: RDU Country) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการใช้ยาไม่เหมาะสม และยกระดับผลลัพธ์ทางสุขภาพของประชาชน”ภญ.สุภัทรากล่าว