สธ.เร่งเครื่อง "Medical Investment Hub" วางเป้าดึงลงทุน “วิจัยทางคลินิก”เข้าไทย 10,000 ล้าน ล่่าสุดได้ดีลแล้ว 4,000 ล้าน ส่งทีมบุกเวทีโลก เล็งเจาะตลาดใหม่ ขยับ "เฮลธ์อีโคโนมี"
KEY POINTS
- กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เร่งเครื่อง "Medical Investment Hub" วางเป้าดึงลงทุน “วิจัยทางคลินิก”เข้าไทย 10,000 ล้าน ล่าสุด ดีลบิ๊กยาโลก ได้แล้ว 4,000 ล้าน
- “พัฒนา พร้อมพัฒน์” รมว.สาธารณสุข หนุนเดินหน้า “โครงการจีโนมิกส์ไทยแลนด์ เฟส2” ถอดรหัสพันธุกรรมคนไทยอีก 2 แสนราย
- “ทีมสาธารณสุข” บุกตลาดโลก ร่วมเวที WTO Public Forum เล็งหาตลาดใหม่ขยับ ‘เฮลธ์อีโคโนมี’ เพิ่มมูลค่าจากศักยภาพด้านสุขภาพของประเทศ เชื่อมโยงทั้งบริการสุขภาพ การท่องเที่ยว เวลเนส การลงทุน เทคโนโลยี
กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการลงทุนทางการแพทย์ (Medical Investment Hub) โดยตั้งเป้าในส่วน “วิจัยทางคลินิก” ดึงเงินลงทุน 10,000 ล้านบาท ล่าสุด ดีลบริษัทยายักษ์ใหญ่ได้แล้วราว 4,000 ล้าน นอกจากนี้ ส่ง “ทีมสาธารณสุข” ยังได้นำเสนอทิศทาง "Health Economy" บนเวที WTO Public Forum 2026 ชูจุดแข็งประเทศไทย ด้าน มุ่งเจาะตลาดศักยภาพสูง เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและพัฒนาระบบสุขภาพไทยอย่างยั่งยืน
จากที่ “กรุงเทพธุรกิจ” นำเสนอประเด็นที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนทางการแพทย์ (Medical Investment Hub) ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ และบริการสุขภาพมูลค่าสูง ผ่านการลงทุน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1.ศูนย์กลางบริการสุขภาพ (Service Hub) 2.ศูนย์กลางการวิจัย และพัฒนา (Research and Development Hub) และ3.ศูนย์กลางการผลิต ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมสุขภาพ (Product & Health Manufacturing Hub) ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ยุทธศาสตร์พัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ( Investment and Industry Transformation Hub) ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)
เป้าดึงลงทุนวิจัยทางคลินิก 10,000 ล้าน
ล่าสุด นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงความคืบหน้าในส่วนของ ศูนย์กลางการวิจัย และพัฒนา (Research and Development Hub)ว่า ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะดึงเงินลงทุนเข้ามาดำเนินการวิจัยทางคลินิก(Clinical trials) ในประเทศไทยให้ได้ราว 10,000 ล้านบาท แต่ต้องทำให้กระบวนการวิจัยสามารถเริ่มต้นได้เร็วที่สุดและให้ได้กว้างที่สุด เงินจึงจะได้เข้ามา
นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า ที่มีการลงนามความร่วมมือไปแล้วกับบริษท เอ็มเอสดี(MSD) มูลค่า 2,500 ล้านบาท นอกจากนี้ ที่จะดำเนินการลงนามต่อไปกับ บริษัทแซนดอส (Sandoz) อยู่ระหว่างรอสรุปจากองค์การเภสัชกรรม(อภ.)ว่าจะดำเนินการในยาตัวใดก็จะสรุปมูลค่าได้ ส่วนกับบริษัท โรช (Roche) จะมีการเข้ามาลงทุนในเรื่องวิจัยทางคลินิก 1,500 ล้านบาท ไม่ใช่ 15,000 ล้านบาท
“โรชจะดำเนินการเรื่องโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือเอสเอ็มเอ(SMA)ด้วย เห็นบอกว่าฐานข้อมูลผู้ป่วยที่ยังมีชีวิตอยู่ทั่วประเทศน่าจะมีอยู่ 100 กว่าคน เขาก็กำลังคุยกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งผมก็บอกไปแล้วว่า ไทยจะดำเนินการจีโนมิกส์ไทยแลนด์เฟส 2 อีก 200,000 คน ถ้าโรคเอสเอ็มเอเป็นผลมาจากทางพันธุศาสตร์ด้วย ก็ดึงตัวอย่างบางส่วนจากโครงการจีโนมิกส์มาหายีนที่มีปัญหา ก็จะเชื่อมโยงกันไป”นายพัฒนากล่าว
หนุนจีโนมิกส์ไทยแลนด์ เฟส 2
ถามว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อเดินหน้าโครงการ จีโนมิกส์ไทยแลนด์ เฟส 2 ที่เป็นการถอดรหัสพันธุกรรมผู้ป่วยคนไทยอีก 200,000 คน นายพัฒนา กล่าวว่า น่าทำ แต่ต้องพิจารณาว่าจะนำงบประมาณจากส่วนไหนมาใช้สำหรับดำเนินโครงการ
“เฟส 2 น่าทำ แต่ว่าต้องตอบให้ได้เกี่ยวกับการดำเนินโครงการในเฟส 1 จำนวน 50,000 คนที่ทำไปแล้ว ไปสร้างกระบวนการรักษาอะไรได้บ้าง แล้ว 200,000 คนที่จะดำเนินการ จะไปสร้างกระบวนการรักษาอะไรได้บ้าง ถ้าแสดงให้ผู้อนุมัติงบประมาณเห็น ก็ทำให้เห็นภาพว่าคุ้มค่ากับการใช้งบประมาณไป”นายพัฒนากล่าว
สธ.บุกเวทีโลก ขยายตลาด “เฮลธ์อีโคโนมี”
ขณะที่ ล่าสุด ทีมกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นำโดย นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมเวที WTO Public Forum ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่ องค์การการค้าโลก (WTO) นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส รวมถึงเข้าร่วมเสวนาหัวข้อ “Wellness Without Borders: Powered by Medical Tourism” โดยมีผู้แทนจากจีน เม็กซิโก และมาเลเซีย เข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การค้าและบริการสุขภาพข้ามพรมแดน สร้างเครือข่ายความร่วมมือและเปิดตลาดใหม่ให้บริการสุขภาพไทย
นพ.สุภโชค กล่าวว่า ไทยได้นำเสนอถึง Medical Tourism ไม่ใช่เพียงการเดินทางเพื่อรับการรักษา แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “Health Economy” ที่เชื่อมโยงบริการสุขภาพ การท่องเที่ยว เวลเนส การลงทุน เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ป่วยต่างชาติ แต่คือการเพิ่มมูลค่าจากศักยภาพด้านสุขภาพของประเทศ ควบคู่กับการสร้างประโยชน์กลับสู่ระบบสุขภาพไทย
จุดแข็งไทย สอดรับรายงานเวิลด์แบงก์
ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งบริการสุขภาพมาตรฐานสากล มีโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI มากกว่า 60 แห่ง บุคลากรทางการแพทย์มีศักยภาพ ค่าบริการที่แข่งขันได้ และประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยต่างชาติ รวมถึงเวลเนสและการแพทย์แผนไทย โดยมีสถานประกอบการนวดไทย สปา และเวลเนสมากกว่า 17,000 แห่งทั่วประเทศ สามารถเชื่อมโยงตั้งแต่การป้องกัน รักษา ฟื้นฟู จนถึงการส่งเสริมสุขภาวะ
ข้อมูลการสำรวจของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ปี 2567 พบว่า โรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการผู้ป่วยต่างชาติมีรายได้จากการรักษาพยาบาลประมาณ 50,000 ล้านบาท โดย กาตาร์ คูเวต และโอมาน เป็นตลาดตะวันออกกลางที่มีมูลค่าสูง สะท้อนโอกาสในการขยายตลาดสู่กลุ่มผู้รับบริการศักยภาพสูง
ส่วนเศรษฐกิจเวลเนสของไทยมีมูลค่าประมาณ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตจากปีก่อน 10.1% โดยการท่องเที่ยวเชิงเวลเนสเป็นหนึ่งในสาขาที่มีศักยภาพสูง เปิดโอกาสให้ไทยเชื่อมโยง Medical Services, Wellness และ Tourism สู่ระบบนิเวศ Health Economy ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดห่วงโซ่
“เรื่องนี้สอดคล้องกับรายงาน Building Thailand’s Future Today ของ World Bank Group ปี 2026 ที่ระบุว่า Sustainable and Wellness Tourism เป็นหนึ่งใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีศักยภาพขับเคลื่อนผลิตภาพ การลงทุน และการสร้างงานคุณภาพของไทย” นพ.สุภโชคกล่าว
เชื่อมการดูแลต่อเนื่องแบบไร้รอยต่อ
นพ.สุภโชค กล่าวอีกว่า สธ.จึงมุ่งยกระดับ Medical Tourism ไปสู่ Medical Investment Hub ในส่วนของ Service Hub จะมุ่งพัฒนา International Health Agency, Public Premium Flagship Hospitals, Thailand Health Marketplace และ Data & Access เชื่อมโยงการเข้าถึงข้อมูล การเดินทาง การรักษา และการดูแลต่อเนื่องแบบไร้รอยต่อ (Seamless Patient Journey) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริการสุขภาพไทยในตลาดโลก
สำหรับ อนาคตของ Medical Tourism ประเทศไทยได้เสนอ 3 ประเด็น ได้แก่
1.Trust and Quality ยกระดับมาตรฐาน คุณภาพและความปลอดภัย
2. Connectivity Across Borders เชื่อมโยงวีซ่า ประกันสุขภาพ ระบบส่งต่อ Digital Health และเทเลเมดิซีน(Telemedicine) เพื่อสร้างการดูแลต่อเนื่องแบบไร้รอยต่อ (Seamless Patient Journey)
และ 3.Sustainability and Shared Benefits ให้รายได้และการลงทุนกลับมาสนับสนุนระบบสุขภาพ การจ้างงาน การถ่ายทอด เทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร
ทั้งนี้ ไทยมองว่า WTO มีบทบาทในการเชื่อมบริการสุขภาพสู่ตลาดโลก ผ่านการส่งเสริมความโปร่งใสด้านกฎระเบียบ แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี ลดอุปสรรคที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมความร่วมมือด้านบริการสุขภาพข้ามพรมแดน
"การเข้าร่วมเวที WTO เป็นโอกาสในการนำนโยบาย Health Economy ของกระทรวงสาธารณสุข เชื่อมโยงสู่เวทีการค้าโลก เพื่อหาตลาด บุกตลาดโลก มุ่งเชื่อมความต้องการจากต่างประเทศกับศักยภาพของผู้ให้บริการไทย ขยายตลาดสู่กลุ่มศักยภาพสูง และต่อยอดสู่การลงทุน การวิจัย เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมสุขภาพ เสริมความแข็งแกร่งของ Service Hub และยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางบริการและเศรษฐกิจสุขภาพนานาชาติที่สร้างทั้ง Health Impact และ Economic Impact อย่างยั่งยืน" นพ.สุภโชคกล่าว





