วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

สธ.- บ.เอ็มเอสดี ลุย 'ทดลองทางคลินิก' ในไทย ทุ่ม 2.5 พันล้านครอบคลุม 3 ชนิดยา/วัคซีน

กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เดินหน้านโยบาย "Medical Investment Hub" ดึงยักษ์ใหญ่ "MSD" อัดฉีดงบลงทุนกว่า 2,500 ล้านบาท (70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงปี 2026–2027 มุ่งเน้นศึกษาวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) ยารักษามะเร็ง วัคซีนไข้เลือดออก และโรคภูมิต้านทานตนเอง

KEY POINTS

  • กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เดินหน้านโยบาย "Medical Investment Hub" ดึงยักษ์ใหญ่ "MSD" ร่วมเพิ่มการเข้าถึงวัคซีน HPV และ PCV การลงทุนการทดลองทางคลินิก(Clinical Trial) และการต่อยอดการอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยความสมัครใจ (Voluntary Licensing) สำหรับยา HIV PrEP
  • MSD อัดฉีดงบลงทุนกว่า 2,500 ล้านบาท (70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงปี 2026–2027 มุ่งเน้นศึกษาวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) ยารักษามะเร็ง วัคซีนไข้เลือดออก และโรคภูมิต้านทานตนเอง พร้อมดึงรพ. สธ. กว่า 20 แห่งเข้าร่วม
  • ด้าน อย.ขานรับปลดล็อกข้อจำกัด จัดฟาสต์แทร็กขึ้นทะเบียนยา เพื่อเร่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นฐานการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพชั้นนำในระดับภูมิภาค

 จากที่รัฐบาลมีกรอบพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยกระทรวงสาธารณสุขขับเคลื่อน เรื่อง Medical Investment Hub ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1) Service Hub ยกระดับบริการทางการแพทย์สู่มาตรฐานสากล 2) Research & Development Hub ดึงดูดการวิจัยและการทดลองทางคลินิกเข้าสู่ประเทศ และ 3) Product & Health Manufacturing Hub ส่งเสริมการผลิตยา วัคซีน และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีมูลค่าสูงในประเทศ และได้มีการเจรจาดีลแล้วกับ 10 บริษัทยานั้น

MSDลงทุนประมาณ 2,500 ล้าน

เมื่อวันที่  9 ก.ย.2569 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายฌอน  เค. โอนีลล์ เอกอัครทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยและ  Mr. Drew Otto, Asia Pacific President บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด (MSD) เป็นสักขีพยานใน พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่อง ความร่วมมือสนับสนุนระบบนิเวศสุขภาพในการส่งเสริมเศรษฐกิจด้านยา โดยมีนพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และดร.แมรี่ เสรฐภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MSD เป็นผู้ลงนาม

นายพัฒนา กล่าวว่า  ความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และ MSD เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการขับเคลื่อนนโยบายสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งด้าน การเพิ่มการเข้าถึงวัคซีน HPV และ PCV การลงทุนการทดลองทางคลินิก(Clinical Trial)ประมาณ 2,500 ล้านบาทในช่วงปี ค.ศ. 2026–2027 และการต่อยอดการอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยความสมัครใจ (Voluntary Licensing) สำหรับยา HIV PrEP ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยพัฒนาศักยภาพด้าน API และการผลิตยาในประเทศมากขึ้น

สธ.- บ.เอ็มเอสดี ลุย 'ทดลองทางคลินิก' ในไทย ทุ่ม 2.5 พันล้านครอบคลุม 3 ชนิดยา/วัคซีน

 

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายสำคัญในระยะยาว คือการยกระดับประเทศไทยจากผู้ซื้อและผู้นำเข้านวัตกรรม ไปสู่การเป็นผู้ร่วมวิจัย ผู้ร่วมพัฒนา และฐานการผลิตนวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาค สร้างผลกระทบทางสุขภาพและเศรษฐกิจควบคู่กันอย่างยั่งยืน และจะเป็นต้นแบบในการต่อยอดความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำรายอื่นต่อไป

รพ.สธ. 20 แห่งมีความพร้อม

 จากนี้กระทรวงสาธารณสุขและ MSD จะร่วมกันจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา 2-3 ชุด เพื่อกำหนดเป้าหมายและขั้นตอนการทำงานให้รวดเร็วที่สุด โดยขณะนี้มีโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(รพ.สธ.)แจ้งความประสงค์เข้ามายังส่วนกลางแล้วกว่า 20 โรงพยาบาล เพื่อร่วมเป็นศูนย์วิจัย (Site) ในการทำการทดลองและวิจัย ซึ่งพร้อมจะดำเนินการได้ทันทีหลังตั้งคณะทำงานเสร็จสิ้น

เตรียมลงนามกับบ.แซนดอส

“ประเทศไทยจะไม่เป็นเพียงผู้นำเข้า และผู้ซื้อเพียงอย่างเดียว แต่อยากร่วมเป็นพันธมิตร โดยบริษัท แซนดอสจะเป็นบริษัทที่ 2 ที่จะมีการลงนามร่วมกันคาดว่าในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยาชื่อสามัญ(Generic drug)ที่สำคัญให้กับประเทศไทย”นายพัฒนากล่าว

 ทำ Clinical Trial ใน 3 ตัว

 ขณะที่ ดร.แมรี่ ยืนยันว่า MSD มีแผนการลงทุนในงานวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) ในประเทศไทยช่วงปีนี้และปีหน้า คิดเป็นวงเงินประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยยาหลักที่มีปริมาณมากที่สุด คือ ยารักษามะเร็ง ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา , วัคซีนไข้เลือดออก (Dengue) ที่กำลังดำเนินการอยู่ และจะมีกลุ่มโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น กลุ่มโรคภูมิต้านทานตนเอง (Autoimmune)

ทั้งนี้  ประเทศไทยมีศักยภาพในการทำ Clinical Trial สูงมาก แต่มี 2 ประเด็นหลักที่ต้องร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เพื่อดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ (Global Player) ประเด็นแรก คือ งานวิจัยทางคลินิกส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ในโรงเรียนแพทย์ ขณะที่โรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)ในสังกัดสธ.ยังมีส่วนร่วมไม่มากนัก ซึ่งสธ.จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องขั้นตอนการทำสัญญาให้ง่ายขึ้น

และประเด็นที่สอง ระยะเวลาการขออนุมัติทำ Clinical Trial ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) จะเข้ามาช่วยประสานงานกับคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย (EC Committee) ของแต่ละโรงพยาบาล เพื่อเร่งกระบวนการอนุมัติให้รวดเร็วขึ้น จนสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นอย่าง ประเทศมาเลเซียหรือเกาหลีใต้ได้

สธ.- บ.เอ็มเอสดี ลุย 'ทดลองทางคลินิก' ในไทย ทุ่ม 2.5 พันล้านครอบคลุม 3 ชนิดยา/วัคซีน

2 ปัจจัยดันไทยฐาน Clinical Trial ภูมิภาค

ดร.แมรี่ (MSD) ให้ความเห็นด้วยว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและโอกาสสูงมากในการเป็นฐาน Clinical Trial ของภูมิภาค จาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1.การได้เปรียบเรื่องขนาดประชากร (Population Size) เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และ2. แพทย์นักวิจัย (Investigators) ของไทยมีศักยภาพสูงในระดับโลก ทำให้สามารถแข่งขันได้อย่างแน่นอน สิ่งที่ MSD และสธ.จะร่วมกันเพิ่มศักยภาพ จึงเป็นเรื่องกระบวนการ (Process) ทั้งการขออนุมัติ Clinical Trial และการขยายเครือข่ายงานวิจัยไปยังศูนย์ต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข

ฟาสต์แทร็กขึ้นทะเบียนยา

ด้านภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า  ในส่วนของการอนุมัติศึกษาวิจัย (สย. 1) อย. ได้ร่นระยะเวลาพิจารณาลง 50% จากเดิมที่ใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน ลดเหลือไม่เกิน 15 วัน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ พร้อมกันนี้ อย. จะรับหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางช่วยประสานงานกับคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย (EC) ในแต่ละศูนย์วิจัยหรือโรงพยาบาล เพื่อให้ขั้นตอนเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยอย. จะใช้วิธีระดมจัดบุคลากรเป็นทีมงานพิเศษเข้ามาดูแลการพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับแรก ๆ ที่ต้องสนับสนุน

 “อย.ยึดเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง  ทั้งนี้ หากยาที่เข้ามาทำ Clinical Trial ในประเทศไทยประสงค์จะขอขึ้นทะเบียนยาในอนาคต อย. จะจัดให้อยู่ในกลุ่มฟาสต์แทร็ก (Fast Track) และให้การพิจารณาแบบ Pairing พิเศษ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย”ภญ.สุภัทรากล่าว