บอร์ด สปสช. ไฟเขียว “SEEG–SDE” เพิ่มทางเลือกวินิจฉัย “ผู้ป่วยลมชักดื้อยา” หนุนค้นหาจุดกำเนิดการชัก–วางแผนผ่าตัดแม่นยำขึ้น
บอร์ด สปสช. ไฟเขียวบริการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองด้วยการใส่อิเล็กโทรดในสมอง “SEEG–SDE” เพิ่มทางเลือกวินิจฉัย ผู้ป่วยลมชักดื้อยา ที่มีข้อบ่งชี้ ผ่าตัด แต่ไม่สามารถระบุตำแหน่งจุดกำเนิดการชักด้วยวิธีทั่วไป ตามข้อเสนอสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ช่วยแพทย์วางแผนผ่าตัดได้แม่นยำขึ้น พร้อมเตรียมงบกว่า 22.47 ล้านบาท รองรับบริการปีงบประมาณ 2570 พัฒนาเครือข่ายบริการ เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษา
ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 9/2569 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธาน ได้มีวาระพิจารณาการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองด้วยการใส่อิเล็กโทรดในสมองสำหรับผู้ป่วยลมชักดื้อต่อยากันชัก นำเสนอโดย นางกาญจนา ศรีชมภู ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และมีมติเห็นชอบบริการตรวจ 2 วิธี ได้แก่ การใส่อิเล็กโทรดในเนื้อสมอง หรือ Stereoelectroencephalography: SEEG และการใส่อิเล็กโทรดที่ผิวสมอง หรือ Subdural Electrode: SDE
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
เพิ่มทางเลือกในการวินิจฉัยสำหรับผู้ป่วยลมชักดื้อยา
นายพัฒนา กล่าวว่า โรคลมชักดื้อต่อยากันชักส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว ผู้ป่วยบางรายมีข้อบ่งชี้ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด แต่การตรวจทั่วไปยังไม่สามารถระบุตำแหน่งจุดกำเนิดการชักได้ชัดเจน จึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่มีความแม่นยำมากขึ้น เพื่อช่วยให้แพทย์วางแผนการผ่าตัดได้อย่างเหมาะสม โดยมติบอร์ด สปสช. ครั้งนี้เป็นการเพิ่มทางเลือกในการวินิจฉัยสำหรับผู้ป่วยลมชักดื้อยาที่มีข้อบ่งชี้ต้องผ่าตัด แต่ยังไม่สามารถระบุตำแหน่งจุดกำเนิดการชักด้วยวิธีทั่วไป ช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้แม่นยำขึ้น และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสม ลดผลกระทบจากอาการชักที่ควบคุมไม่ได้ต่อการดำเนินชีวิต การศึกษา และการทำงาน
“ที่ประชุมเห็นชอบค่าใช้จ่ายสำหรับชุดอุปกรณ์ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองชนิดฝังในเนื้อสมอง หรือ SEEG ไม่เกิน 38,500 บาทต่อชุด ส่วนสายวัดประจุไฟฟ้าในการผ่าตัดผู้ป่วยโรคลมชัก หรือ SDE ชนิด 1x6 ขั้ว ไม่เกิน 33,300 บาทต่อชิ้น และชนิด 2x8 ขั้ว ไม่เกิน 38,500 บาทต่อชิ้น นอกจากนี้ยังเห็นชอบกรอบวงเงิน 22,476,400 บาท ภายใต้เพดานงบประมาณรายการอุปกรณ์กลุ่มระบบประสาท วงเงิน 85 ล้านบาท เพื่อรองรับบริการในปีงบประมาณ 2570” รมว.สาธารณสุข กล่าว
นพ.พัฒนา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้ สปสช. กำกับการใช้จ่ายให้อยู่ภายในกรอบวงเงิน และประสานราชวิทยาลัยประสาทศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ หรือ Service Plan เพื่อขยายบริการและพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการใช้ SEEG ให้มีคุณภาพและปลอดภัย
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ข้อเสนอนี้มีจุดเริ่มต้นจากกลุ่มงานกำหนดนโยบาย สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ที่เสนอการตรวจ SEEG เป็นสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ป่วยลมชักดื้อต่อยากันชักตั้งแต่ปี 2566 ต่อมาได้ผ่านการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์โดยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และการพิจารณาของคณะทำงานกับคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ราชวิทยาลัยประสาทศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยได้เสนอสนับสนุนให้นำ SEEG ร่วมกับ SDE เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการวินิจฉัยและวางแผนผ่าตัดให้แก่ผู้ป่วย
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคลมชักประมาณ 475,000 คน ในจำนวนนี้ราวร้อยละ 30 เป็นผู้ป่วยลมชักดื้อต่อยากันชัก หรือไม่สามารถควบคุมอาการชักได้แม้ได้รับยากันชักตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ผู้ป่วยบางส่วนมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด แต่ประมาณร้อยละ 30–40 ไม่สามารถระบุตำแหน่งจุดกำเนิดการชักจากการตรวจทั่วไป เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองร่วมกับวิดีโอ และการตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพสนามแม่เหล็ก หรือ MRI จึงจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมด้วย SEEG หรือ SDE
ขณะที่ผลการประเมินด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขพบว่า การตรวจทั้งสองวิธีมีความคุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยากันชักเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม SEEG มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงกว่า จึงกำหนดให้ SDE เป็นบริการในช่วงเปลี่ยนผ่าน และหลังจาก 1 ปีจะมุ่งสนับสนุนบริการ SEEG เป็นหลัก ตามแนวทางเวชปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง
“ปัจจุบันหน่วยบริการในประเทศไทยรองรับการตรวจได้ประมาณ 91 รายต่อปี แบ่งเป็น SEEG 55 ราย และ SDE 36 ราย โดยยังมีข้อจำกัดด้านหน่วยบริการ เทคโนโลยี และบุคลากร สปสช. จึงจะร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ราชวิทยาลัย และสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ขยายบริการและติดตามผลลัพธ์การรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้เข้าถึงการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม โดยไม่ให้ค่าใช้จ่ายเป็นอุปสรรค” เลขาธิการ สปสช. กล่าว





