กรรมาธิการสาธารณสุข ที่มี “นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล” สว. เป็นประธาน กมธ. เตรียมเสนอรายงานและข้อเสนอต่อการปรับปรุง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พ.ศ.2545 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในสมัยประชุมที่จะเปิดอีกครั้ง ช่วงปลายเดือน ส.ค.
รายงานที่ถูกศึกษาผ่าน อนุกมธ.ศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พบประเด็นปัญหาสำคัญคือ “โรงพยาบาล และผู้ให้บริการเผชิญแรงกดดันด้านการเงิน มีภาระงานเพิ่มขึ้น ส่วนค่าชดเชยค่าบริการไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง และมีข้อจำกัดของการบริหารจัดการ”
โดยสรุปคือ “บัตรทอง” ทำให้สถานพยาบาลให้ที่บริการขาดสภาพคล่องทางการเงิน
หากแกะรอยจากสาระสำคัญในรายงาน ตามที่อนุกมธ.สปสช. วุฒิสภา แถลงเมื่อ 5 ก.ค. ที่ค้นพบ 2 ประเด็นใหญ่ คือ
“ด้านงบประมาณ” ที่จ่ายค่าชดเชยหลายบริการไม่สอดคล้องต้นทุน ทำให้หน่วยบริการต้องนำเงินบำรุงของโรงพยาบาลอุดหนุนการให้บริการประชาชน ที่เป็นภาวะเสี่ยงที่โรงพยาบาลเดินต่อไปไม่ได้
ปัญหาใน “บอร์ด สปสช.” ประเด็นธรรมาภิบาล ความโปร่งใสต่อการกำหนดสิทธิประโยชน์ และมีข้อจำกัดต่อการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายจากประชาชน
โดยกรณี “บอร์ดสปสช.” นพ.ประพนธ์ ขยายความไว้ด้วยว่า การจัดสรรสิทธิของประชาชนบางเรื่อง ถูกคัดค้านจากประชาชนและนักวิชาการ หรือกรณีการจัดสรรเงินที่ไม่เท่าเทียม ระหว่างสถานพยาบาลทั่วไปที่ถูกจัดสรรให้ น้อยกว่าที่เคยสัญญากับหน่วยบริการนวัตกรรม 7 ประเภท หรือ “นวัตกรรม 7 นางฟ้า” ที่จ่ายไม่อั้น จนเงินหมด และต้องโยกกองทุนลองเทอมแคร์ 1,800 ล้านบาทมาโปะ
ความพยายามปลดล็อกปัญหา ด้วยการเสนอให้ “แก้ไขกฎหมาย สปสช.” ทำให้ถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า มีสิ่งใดแอบแฝงหรือไม่ เพราะหากเป็นเฉพาะปัญหางบประมาณ สามารถปลดล็อกได้จาก “การเติมเงินอุดหนุนเพิ่มเติม” โดย “รัฐบาล” มีอำนาจทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย
ขณะที่ สส."เอกภพ สิทธิวรรณธนะ” จากพรรคประชาชน มองปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความกังวลว่า ประเด็นใหญ่ที่จะถูกขับเคลื่อนคือ การเปลี่ยนแปลงบอร์ด สปสช.ที่มีอำนาจสูงสุดต่อการพิจารณาสิทธิประโยชน์ การอนุมัติ บริหารจัดการกองทุน กำหนดมาตรฐานบริการสาธารณสุข ที่ถูกพูดถึงคือ การยึดบอร์ดสปสช.
“พรรคประชาชนเคยนำเสนอตอนหาเสียงต่อประเด็น สปสช.คือ การเพิ่มสัดส่วนเสียงของประชาชนในบอร์ด สปสช. แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ตกผลึกจากทุกฝ่ายเป็นฉันทามติ ขณะเดียวกันยังมีประเด็นอื่นที่มองว่าควรปรับปรุง แต่ยังไม่ชัดเจนว่า ปัญหาอยู่ตรงไหน เพราะหากมองว่างบฯ ไม่พอ สามารถใช้กลไกรัฐบาลสนับสนุนเงินเพิ่มเติมได้ หรือกรณีที่มีการปลอมข้อมูลผู้บริการ หรือคนไข้ทิพย์ สามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย” สส.เอกภพ ประเมิน พร้อมย้ำว่า พรรคประชาชนสนับสนุนให้ปรับปรุงกฎหมาย แต่ไม่เห็นด้วยกับการลดสิทธิประโยชน์ระบบบัตรทอง
ขณะเดียวกันรายงานที่ “กมธ.สาธารณสุข” เตรียมเสนอให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณา แม้ยังไม่ถูกเปิดเผยฉบับสมบูรณ์ แต่ในการหารือ ของอนุ กมธ. และกมธ.ชุดใหญ่ รับเป็นแนวทางในการปรับปรุงกฎหมาย สปสช.ให้เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคม
โดยเสนอให้แก้ไข 5 ประเด็นหลักคือ 1.นิยาม และสิทธิประโยชน์ 2.โครงสร้าง บอร์ด สปสช. 3.กลไกทางการเงินและการตรวจสอบ 4.หน่วยบริการและการจ่ายเงินค่าบริการ และ 5.บทเฉพาะกาล พร้อมย้ำว่าต้องเป็นการแก้กฎหมายที่สามารถปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบ เพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการ สร้างความเป็นธรรมและความโปร่งใส
ทว่า โดยอำนาจของ “วุฒิสภา” ไม่สามารถเสนอแก้กฎหมายได้ตามรัฐธรรมนูญ จึงมีแนวทางผลักดันคือ 1.เสนอรายงานให้ “คณะรัฐมนตรี”พิจารณา 2.กมธ.ผลักดันการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยให้ประชาชนเข้าชื่อ 1 หมื่นรายชื่อเสนอต่อสภาฯ 3.ให้ สส.เข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย สปสช. และกมธ.ทำข้อเสนอแนะไปยัง กระทรวงสาธารณสุข โดยตรง เพื่อให้กระทรวงเสนอไปยังครม.
โดยวิธีสุดท้ายนี้ เป็นสิ่งที่ “พัฒนา พร้อมพัฒน์" รมว.สาธารณสุข เคยให้สัมภาษณ์ว่า พร้อมรับพิจารณา ซึ่งเขาเคยเปรยไว้กับสาธารณะด้วยว่า ต้องปฏิรูป สปสช. สร้างธรรมาภิบาลกองทุนสุขภาพ
การชงประเด็นแก้กฎหมาย สปสช.อีกครั้ง จะเดินหน้าไปได้ยาวแค่ไหน เพราะในสมัยสภาฯ ชุดที่ผ่านมา มี สส.เสนอกฎหมายคือ “กัณวีร์ สืบแสง” เมื่อครั้งยังอยู่ในสังกัดพรรคเป็นธรรม แม้จะผ่านการรับฟังความเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 แล้ว แต่กลับไม่ได้รับคำรับรองจาก “นายกรัฐมนตรี” ทำให้ร่างกฎหมายต้องตกไป โดยไม่ทันที่สภาฯ จะพิจารณา
ดังนั้น ต้องจับตาว่า การฟื้นเรื่องแก้กฎหมาย สปสช.อีกครั้งในฝ่ายนิติบัญญัติ รอบนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน เพราะหากภาคประชาชนไม่ร่วมสนับสนุนในระดับที่ได้ฉันทามติ ต่อให้ “ฝ่ายการเมือง” มีเสียงข้างมากทั้งสภาฯบน-สภาฯล่าง ก็อาจเป็นจุดเสี่ยงที่จะเดินไปไม่ถึงปลายทาง



