วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘แห่เปิดคณะแพทย์’ ต้องตอบก่อนว่า แพทย์ ‘ขาดจริง’ หรือแท้จริง ‘ขาดแฝง’

จากที่ “กรุงเทพธุรกิจ” เปิดประเด็น “บูมกำลังคนรับธุรกิจลองจิวิตี้ ดีมานด์พุ่ง 5 ปี 21 คณะแพทย์-พยาบาลเปิดใหม่” สะท้อนให้เห็นถึงการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์  คณะพยาบาลศาสตร์ รวมถึง การเปิดการเรียนการสอน “หลักสูตรด้านสุขภาพ”มากขึ้นในประเทศไทย

ด้านหนึ่งถูกมองเป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรรองรับเศรษฐกิจสุขภาพ ซึ่งส่วนนี้อาจเป็นความจำเป็นของการเปิดหลักสูตรสุขภาพต่างๆ รองรับธุรกิจสุขภาพที่มีการเติบโต เช่น เวลเนส ลองจิวิตี้ 

แต่คงไม่ใช่สำหรับคณะด้านสุขภาพที่มีเรื่องของ “วิชาชีพ” รองรับ อย่าง “แพทย์” ที่ไม่อาจเปิดสอน โดยมองในเชิงธุรกิจอย่างเดียว เพราะอีกด้านหนึ่งมีการตั้งคำถามถึง “ความจำเป็น” และ “คุณภาพมาตรฐาน” หากมีการ “แห่เปิดคณะแพทย์” มากขึ้นเรื่อยๆ จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาระบบสาธารณสุขประเทศได้จริงหรือ กลับกันสุ่มเสี่ยงต่อการถูกปิดหลักสูตรระหว่างทาง ทำให้เด็กถูกลอยแพทั้งที่ยังเรียนไม่จบหรือไม่ 

ไม่มีแล้วสัดส่วนแพทย์ 1 ต่อประชากร 20,000

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” เกี่ยวกับประเด็นการเปิดคณะแพทยศาสตร์เพิ่มว่า  ต้องวิเคราะห์ดูจะพบว่าสัดส่วนจำนวนแพทย์ต่อประชากรในปัจจุบันดีขึ้นกว่าในอดีตมาก ภาพแผนที่สีแดงเข้มในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เคยมีสัดส่วน 1 ต่อ 10,000 หรือ 20,000 คนหายไปแล้ว

แต่ข้อมูลนี้ไม่อาจดูคร่าวๆ เช่นนี้ได้ เนื่องจากระบบสุขภาพมีความต้องการ (Demand) ที่สูงขึ้น ซับซ้อนขึ้น  เมื่อแพทย์เปลี่ยนจากแพทย์ทั่วไปที่ตรวจคนไข้ได้วันละ 200 คน  ไปเป็นแพทย์เฉพาะทาง (Specialist) ศักยภาพในการรองรับจำนวนคนไข้จะลดลงตามขอบเขตความรับผิดชอบที่แคบลง และลึกขึ้น

”ลักษณะแบบนี้อาจเรียกว่าความขาดแคลนก็ได้ แต่ไม่ใช่ขาดแบบเอาจำนวนแพทย์ทั้งหมดมาหารด้วยจำนวนประชากรทั้งหมดตรง ๆ” นพ.ศุภกิจ กล่าว 

การกระจายตัวดีขึ้นแต่ยังไม่ถึงที่สุด

นอกจากนี้ต้องยอมรับ แม้การกระจายตัวดีขึ้นแต่ยังไม่ถึงที่สุด โดยมีตัวเลขบางส่วนจากภาคเอกชนที่อาจจะรับผิดชอบประชากรเพียงประมาณ 30% แต่กลับมีจำนวนแพทย์ในมือถึง 50% จึงสามารถตอบสนองความต้องการส่วนนั้นได้เต็มที่

‘แห่เปิดคณะแพทย์’ ต้องตอบก่อนว่า แพทย์ ‘ขาดจริง’ หรือแท้จริง ‘ขาดแฝง’

ขณะที่ภาครัฐไม่ได้มีจำนวนแพทย์ในแบบนั้น และยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก ซึ่งในหน่วยงานภาครัฐเอง บางแห่งก็มีแพทย์อยู่มาก แต่บางพื้นที่กลับไม่มีใครอยากไปทำงานด้วยปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกันไป

ควรเปิดคณะแพทย์เพิ่มหรือไม่ 

แล้วประเทศไทยควรจะผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นหรือไม่ นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า  ปัจจุบันผลิตแพทย์ได้ประมาณปีละ 3,000 คน ในเชิงปริมาณคงจะดี แต่เมื่อสำเร็จการศึกษาออกมาแล้ว “ยังไหล” ไปแบบที่เป็นอยู่ปัจจุบัน อาจจะยังมีปัญหา

มีข้อถกเถียงกันมาตลอด 20 ปี ฝ่ายหนึ่งกังวลว่าในอนาคตแพทย์จะ “ล้น “จนต้องไปขับแท็กซี่ แต่อีกฝ่ายก็ยืนยันว่ายังขาดแคลนอยู่มาก ต้องป้อนเข้าไปมากๆ  ซึ่งไม่จริงทั้ง 2 ฝ่าย  ดังนั้น การจะบอกว่าขาดหรือไม่ขาดต้องลงรายละเอียดเชิงลึกให้มากขึ้น

สมมติหากคิดว่ายังขาด และยังต้องผลิตเพิ่ม จะมี 2 วิธีหลัก คือ

1. เพิ่มขีดความสามารถของสถาบันที่มีอยู่เดิมให้รับนักศึกษามากขึ้นอาจจะราว 10-20 % ก็จะได้จำนวนเพิ่มขึ้นแทนที่จะไปตั้งคณะแพทยศาสตร์เพิ่ม

2.ตั้งสถาบันผลิตแพทย์แห่งใหม่  ส่วนตัวมองว่าหาก “หลักสูตรไม่มีจุดต่าง” เช่น ไม่ได้เน้นผลิตแพทย์เพื่อระบบปฐมภูมิโดยเฉพาะ โดยเปิดเพราะคิดว่ามี “ลูกค้า” จากคนที่สอบเข้าในสถาบันแพทย์เดิมไม่ได้

“การเปิดคณะแพทย์ใหม่ สิ่งที่ต้องระวังคือ หลักสูตรมีคุณภาพมาตรฐานหรือไม่  อาจารย์แพทย์เพียงพอหรือไม่ ต้องไม่แค่พยายามเปิดให้ได้ แต่เมื่อนักศึกษาเรียนไป 3 ปี หลักสูตรกลับประเมินไม่ผ่านเพราะมีปัญหา ที่ใดจะเปิดต้องมั่นใจเรื่องคุณภาพมาตรฐาน”นพ.ศุภกิจ กล่าว

รัฐอุดหนุนงบ ผลิตที่จำเป็นเท่านั้น 

ที่สำคัญต้องยอมรับว่าในเชิงระบบการ “เปิดคณะแพทย์” 1 แห่งใช้ทรัพยากร ทั้งดึงตัวอาจารย์แพทย์มาจากระบบเดิมทำให้ต้องวิ่งรอก และหากต้องการเงินอุดหนุนการเรียนการสอนในคณะแพทยศาสตร์จากงบประมาณประเทศอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รัฐบาลก็ต้องพิจารณาเรื่องนี้

รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตกลงหลักการร่วมกันก่อน หากเป็นการผลิตเพื่อแก้ปัญหาความขาดแคลนที่จำเป็นต่อชีวิตของประชาชน เช่น ศัลยแพทย์ หรือสูตินรีแพทย์ ในพื้นที่ที่ขาดแคลนหนัก รัฐควรสนับสนุนงบประมาณชดเชยการผลิตให้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าเป็นการผลิตเพื่อตอบสนองด้านความสวยงาม เป็นต้น รัฐไม่ควรนำงบประมาณส่วนกลางไปลงทุนอุดหนุน

“ต้องตกลงกันเรื่องนี้ก่อน และกลับมาดูดีๆ ว่าในวันนี้ที่มีโรงเรียนแพทย์กว่า 20 แห่ง หากจะเพิ่มการผลิต ควรจะเพิ่มอะไร เพิ่มวิธีไหน  โดยสถาบันเดิมอาจเพิ่มจำนวนผลิต หรือสถาบันใหม่ต้องชี้ความแตกต่างให้ได้  ไม่ใช่แค่เปิดคณะแพทย์ใหม่เพื่อเติมจำนวน ซึ่งเมื่อตั้งใหม่ แต่ละปีก็ผลิตได้ไม่มาก”นพ.ศุภกิจ กล่าว 

ยกร่างยุทธศาสตร์กำลังคนภาพรวม

อย่างไรก็ตาม เรื่อง “กำลังคนด้านสุขภาพ” ต้องหารือและวางแผนร่วมในระดับภาพรวมของประเทศ ไม่ใช่เพียงเป็นสิทธิของสภามหาวิทยาลัยใดมหาวิทยาลัยหนึ่งจะเปิดการเรียนการสอน เพราะจะผูกพันไปถึงการใช้ทรัพยากร และการทำงานในระบบสุขภาพทั้งหมด

‘แห่เปิดคณะแพทย์’ ต้องตอบก่อนว่า แพทย์ ‘ขาดจริง’ หรือแท้จริง ‘ขาดแฝง’

ปัจจุบันคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(คสช.) กำลังมีการยกร่างยุทธศาสตร์กำลังคนเพื่อบูรณาการเรื่องนี้ โดยตนเป็นประธานคณะกรรมการยกร่างฯ โดยไม่ได้มองเพียงในมุมของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เท่านั้น  แต่จะนำประเด็นต่างๆ มาหารือ และจัดทำเป็นยุทธศาสตร์ โดยมีงานวิชาการรองรับ

เมื่อดีมานด์ธุรกิจลด แพทย์จะกลับซบรัฐ

กรณีมีความกังวลว่าในอนาคตอาจขาดแคลนแพทย์เฉพาะทางในสาขาหลัก เพราะแพทย์รุ่นใหม่จะหลุดออกจากระบบไปทำธุรกิจส่วนตัวหรือคลินิกความงามมากขึ้นนั้น นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า เป็นการคาดการณ์ที่ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ ซึ่งหากวันหนึ่งธุรกิจความงามถึงจุดอิ่มตัว ไม่มีดีมานด์แล้ว  แพทย์ก็อาจไหลกลับเข้าระบบการรักษาหลักเหมือนในอดีต
หรือหากมีคู่แข่งต่างชาติอย่างจีนที่ก้าวหน้ามากเข้ามาดึงลูกค้ากลุ่มนี้ไป ดีมานด์ในไทยอาจเปลี่ยนทิศทาง จึงต้องทำงานวิชาการเพื่ออธิบายสถานการณ์ด้วยข้อมูลจริง แทนการใช้เพียงความรู้สึกตัดสินว่าแพทย์จะล้นหรือจะขาด

‘แห่เปิดคณะแพทย์’ ต้องตอบก่อนว่า แพทย์ ‘ขาดจริง’ หรือแท้จริง ‘ขาดแฝง’

“แต่ละวันใช้แพทย์ทำอะไร" ต้องมองมากกว่าแค่จำนวน

นพ.ศุภกิจ ระบุด้วยว่า   นอกเหนือจากเรื่องจำนวนคนแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่า คือ "เราใช้แพทย์ไปทำอะไรในแต่ละวัน" ปัจจุบันยังติดอยู่กับการตั้งรับการรักษาพยาบาล ทั้งที่รัฐควรลงทุนกับการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคให้มากกว่านี้ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว หรือแฟมเมด(Family Medicine) ที่เคยได้รับความสนใจก็เริ่มซบเซา 

“ ปัจจุบันงบประมาณกว่า 90% ถูกเทไปที่การรักษา การจะเปลี่ยนมาเน้นการส่งเสริมสุขภาพต้องใช้ความกล้าหาญทางการเมือง และวิชาการในการออกแบบงบประมาณ เพราะการรณรงค์ให้คนออกกำลังกายวัดผลเป็นตัวเงินได้ยากกว่าการจ่ายค่ารักษาเป็นรายเคส” นพ.ศุภกิจ กล่าว 

คำถามจุกอก คุมเบาหวาน ความดันไม่ได้

ฉะนั้น การวัดความสำเร็จของระบบสุขภาพในอนาคตอย่างไรบ้าง ต้องเปลี่ยนจากตัวชี้วัดเชิงปริมาณแบบเดิม เช่น จำนวนผู้ป่วยนอก (OPD) หรือผู้ป่วยใน (IPD) มาเป็นการวัดผลลัพธ์สุขภาพที่ปลายทาง (Outcome) เช่น อัตราความอ้วนของประชากรลดลง หรือความสามารถในการควบคุมโรคเบาหวาน และความดันโลหิตเป็นอย่างไร

“ต่างประเทศเคยตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า ไทยมีระบบปฐมภูมิที่เข้มแข็ง แต่ทำไมประชากรเกินกว่าครึ่งประเทศยังคุมความดันโลหิตไม่ได้ และคุมเบาหวานได้เพียง 30-40% เท่านั้น”นพ.ศุภกิจ กล่าว   

ข้อมูลนี้ควรเป็นตัวกระตุกให้ประเทศหันกลับมาให้ความสำคัญกับงานปฐมภูมิ และการป้องกันโรคอย่างจริงจัง มากกว่าเพียงแค่การเพิ่มจำนวนแพทย์ เพื่อมารองรับการรักษาที่ปลายเหตุอย่างเดียว 

อนึ่ง ในวันที่ 2 ก.ค.2569 แพทยสภา จัดเสวนา เรื่อง  "การเปิดคณะแพทย์แห่งใหม่ ทางออกแก้ปัญหาแพทย์ไทยจริงหรือ?"

 

 


พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์