5 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยรัฐ และเอกชนแห่จัดตั้งคณะใหม่ และเปิดหลักสูตรเชื่อมโยงด้านสุขภาพมากขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากเศรษฐกิจสุขภาพที่เติบโตก้าวกระโดดจากเทรนด์ผู้คนใส่ใจดูแลสุขภาพ (Wellness) เพื่อให้มีอายุยืนอย่างสุขภาพดี (Longevity)
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า ธุรกิจ Wellness เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดาวรุ่งที่ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าและบริการด้านสุขภาพ ความงาม อาหาร สปา ฟิตเนส ไปถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค.2569 มีนิติบุคคลในธุรกิจ Wellness กว่า 30,712 ราย มีเงินลงทุนหมุนเวียนเกือบ 4 แสนล้านบาท และสร้างรายได้รวมกว่า 1.23 ล้านล้านบาท เติบโตถึง 7.9% จากปี 2567 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยพร้อม และศักยภาพสูง แต่ต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยี และการสร้างพันธมิตรที่เข้มแข็ง
รวมทั้งการเตรียมความพร้อมสำหรับธุรกิจสุขภาพจะต้องมองทุกมิติตั้งแต่องค์ความรู้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค การพัฒนาแบรนด์ การตลาดเชิงดิจิทัล การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ไปจนถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ลดต้นทุน และขยายโอกาสทางการค้า ให้ตรงกับความต้องการของตลาดยุคปัจจุบัน
ในขณะที่นโยบายรัฐปักธงให้ไทยเป็น Medical and Wellness Hub เป็นอีกปัจจัยให้ต้องการบุคลากรด้านสุขภาพเพิ่ม โดยภาครัฐมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการสุขภาพต่อ GDP จากปี 2565 อยู่ที่ 1.33% หรือ 2.3 แสนล้านบาท เป็น 1.7% หรือ 3.8 แสนล้านบาท ในปี 2570 รวมถึง “ภาวะเด็กเกิดน้อย” ทำให้สัดส่วนการสมัครเรียนคณะอื่นมีทิศทางลดลง ส่วนสายวิชาชีพทางการแพทย์เป็นที่ต้องการ
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนด “แผนยุทธศาสตร์ 10 ปี( 2568-2577) ผลิตกำลังคนด้านสาธารณสุขไทย” เพื่อรองรับการมีสุขภาวะที่ดี ลดอัตราการป่วยตายในโรคสำคัญ เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และMedical and Wellness Hub
ทั้งนี้ใช้งบประมาณ 3.8 แสนล้านบาท ผลิตเพิ่มกว่า 2.6 แสนคน ใน 9 วิชาชีพ ประกอบด้วย แพทย์ ,ทันตแพทย์ ,เภสัชกร ,พยาบาล,นักกายภาพบำบัด ,แพทย์แผนไทย ,นักรังสีเทคนิค ,นักสาธารณสุข และนักเทคนิคการแพทย์
ผุดคณะแพทย์-พยาบาลใหม่ 21 แห่ง
นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2564-2568 ข้อมูลจากแพทยสภา ระบุถึงโรงเรียนแพทย์ที่ก่อตั้งใหม่ 7 แห่ง แบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้
1.มหาวิทยาลัยของรัฐ 4 แห่ง คือ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, สถาบันพระบรมราชชนก, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2.มหาวิทยาลัยเอกชน 3 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี, มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น และมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล
ส่วนสภาการพยาบาล เปิดเผยสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ใหม่ 14 แห่ง แบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้
1.มหาวิทยาลัยรัฐ 11 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยมหิดล (โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์)
ในจำนวนนี้รวมถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) 7 แห่ง คือ มรภ.นครราชสีมา, มรภ.ศรีสะเกษ, มรภ.ลำปาง, มรภ.เชียงราย, มรภ.อุตรดิตถ์, มรภ.เพชรบูรณ์ และ มรภ.เชียงใหม่ (วิทยาเขตแม่ฮ่องสอน)
2.สถาบันการศึกษาเอกชน 3 แห่ง คือ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์, วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น และมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เปิดหลักสูตรธุรกิจสุขภาพ 4 กลุ่ม
อีกด้านหนึ่ง มหาวิทยาลัยหลายแห่งก็ขยับสู่การเปิด “หลักสูตรด้านสุขภาพ” ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องรักษาโรค แต่เป็นเรื่องดูแลสุขภาพ ธุรกิจสุขภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน กลุ่มหลักสูตรที่โดดเด่น อาทิ
1.กลุ่มเวชศาสตร์ชะลอวัย และนวัตกรรมสุขภาพ เช่น หลักสูตรเวชศาสตร์ชะลอวัย และฟื้นฟูสุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, หลักสูตรชะลอวัย และฟื้นฟูสุขภาพ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
2.กลุ่มบริหารธุรกิจ และการจัดการสุขภาพ เช่น หลักสูตร Wellness & Healthcare Business Opportunity Program (WHB) มหาวิทยาลัยมหิดล, หลักสูตร MPH (Global Health) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3.กลุ่มเทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการแพทย์ เช่น หลักสูตร Health Tech Innovation มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4.กลุ่มการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และสังคมสูงวัย เช่น หลักสูตรการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ และการชะลอวัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
กำลังคนอยู่ภาวะดึงบนโผล่ล่าง
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า นิยามกำลังคนด้านสุขภาพยุคใหม่ต้องมองกว้างกว่าแพทย์หรือพยาบาล แต่ต้องครอบคลุมทรัพยากรมนุษย์เพื่อสุขภาพทั้งหมด (Human Resources for Health - HRH)
ดังนั้น การบริหารจัดการต้องทำเป็น “ทีมไทยแลนด์” ที่เชื่อมโยงข้อมูล และมาตรฐานร่วมกัน โดยไม่พิจารณาเฉพาะจำนวนที่ขาดแคลน แต่อยู่ที่การจัดระบบงานให้ “ถูกที่ ถูกทาง และมีประสิทธิภาพสูงสุด” เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยเติบโตไปพร้อมเศรษฐกิจสุขภาพที่เป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนประเทศได้ยั่งยืน
คณะสายวิชาชีพยังเต็ม-ไม่ตกงาน
สำหรับมหาวิทยาลัยรัฐ และเอกชนที่ตั้งคณะแพทยศาสตร์และพยาบาลศาสตร์มากขึ้น นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า มุมมหภาคจะเห็นโครงสร้างประชากรไทยที่เด็กเกิดใหม่ลดต่อเนื่องหลายปี ซึ่งส่งผลต่อจำนวนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย
“สมมติลดลง 20% แต่คณะสายวิชาชีพบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์เภสัชกรยังเต็มทุกปี เพราะเรียนแล้วมีงานทำ 100 % ส่วนคณะอื่นอาจมีจำนวนหายไป 40-50 % มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเปิดรับในคณะที่ยังเป็นที่ตลาดแรงงานต้องการ และมีผู้สนใจเข้าศึกษาต่อ” นพ.ศุภกิจ กล่าว
แห่เปิดหลักสูตรรองรับ "ธุรกิจดีมานด์สูง"
นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรด้านสุขภาพคึกคัก และมีทางเลือกมากขึ้น เพราะเป็นสาขาที่ต้องการสูงจากเศรษฐกิจสุขภาพกำลังเติบโต ทำให้ธุรกิจแข่งขันสูงทั้งใน และต่างประเทศ จึงต้องพัฒนากำลังคนให้มีทักษะ และมุมมองที่เก่ง เพื่อสร้าง และรักษาความเชื่อมั่นการรักษาและดูแลสุขภาพที่ไทยได้รับความไว้วางใจระดับโลกมานาน
สำหรับการออกแบบหลักสูตรมุ่ง 3 กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มเจ้าของธุรกิจ (Owner) กลุ่มผู้บริหาร (Manager) และกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน (Practitioner) ที่ต้องการการอัปสกิล และรีสกิล (Upskill/Reskill) ให้ทันสากลในการรองรับ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพไทยสู่ระดับโลก
ทั้งนี้ ควรพิจารณาถึงการเปิดหลักสูตรระยะสั้น (Short Course) 6 เดือน ทำเป็นระบบโมดูล (Module) ให้ผู้เรียนสามารถเลือก “ชอปปิงทักษะเฉพาะด้าน” ตามที่ต้องการเพิ่มเติมความรู้ได้อย่างเป็นแกงโฮะ เช่น ทักษะการสื่อสารสำหรับผู้จัดการสปา หรือการจัดการผลิตภัณฑ์สมุนไพร
ต้องได้มาตรฐาน "ไม่โฆษณาเกินจริง"
ขณะที่หลักสูตรระยะสั้นจะช่วยให้แรงงานเข้าสู่ตลาดสุขภาพได้รวดเร็วขึ้น แต่สิ่งสำคัญต้องอิงกับมาตรฐานสากลเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบริการสุขภาพของไทยมีคุณภาพที่เชื่อถือได้จริง และต้องไม่เป็นการโฆษณาเกินจริง
"หลักสูตรที่เน้นเพียงแค่คอนเนกชันหรือไม่มีงานวิจัยรองรับจะไม่สามารถสร้างคุณค่าที่แท้จริงได้ รวมถึง ต้องระวังหลักสูตรที่เป็นลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest)”นพ.ศุภกิจ กล่าว
เพิ่มทักษะบริหารธุรกิจสุขภาพ
รศ.ดร.ปรารถนา ปุณณกิติเกษม คณบดีวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวว่า ขณะนี้แพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ประกอบการต่างสนใจเกี่ยวกับธุรกิจสุขภาพมากขึ้น หลายคนเป็นผู้บริหารในโรงพยาบาล หรือคลินิกตั้งแต่อายุยังน้อย
ทั้งนี้แม้จะมีทักษะองค์ความรู้ด้านการแพทย์ มีความเชี่ยวชาญในการดูแลรักษา ป้องกันสุขภาพ แต่ยังขาดทักษะการบริหารจัดการ ทักษะการบริหารทีม ความเข้าใจงบการเงิน และการวางแผนกลยุทธ์ เพื่อขับเคลื่อนระบบโรงพยาบาล หรือสาธารณสุขให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
“ผู้นำธุรกิจสุขภาพจะต้องไม่มองเรื่องกำไรอย่างเดียว แต่ต้องสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้รับบริการและสังคม เพราะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคน” รศ.ดร.ปรารถนา กล่าว
หลักสูตร Longevity เป็น Blue Ocean
ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยรองอธิการบดี ฝ่ายพัฒนาธุรกิจสายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) กล่าวว่า อุตสาหกรรม Longevity Science เป็น Blue Ocean ของเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านจากการรักษาที่ปลายเหตุมาเป็นการป้องกันเชิงรุก (Proactive) ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยจึงมีการเปิดหลักสูตร การเรียนการสอน หรือการอบรมเกี่ยวกับธุรกิจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะวิทยาการชะลอวัย ,Wellness ,Longevity การดูแลความงาม และการสร้างสุขภาพที่ดีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
“ความสำเร็จของDPUไม่ได้วัดที่ทฤษฎี แต่วัดที่ความต้องการของตลาด ปัจจุบันนักศึกษาระดับปริญญาโท-เอก มีจำนวนสูงถึง 700 คนต่อรุ่นที่สำคัญถูกจองตัวทำงาน 100% ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ไม่ว่าจะเป็นสายเทคนิคการแพทย์อาหารเพื่อสุขภาพ หรือผู้บริหาร Wellness Center” ดร.พีระยุทธ กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





