ผศ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า นโยบาย “America First” ซึ่งไทยได้รับการลดอัตราภาษีตอบโต้จากเดิม 36 % เมื่อเจรจาแล้วเหลือ 19 % แลกกับการที่อาจทำให้ไทยต้องยกเลิกภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากสหรัฐ 99 % รวมถึง การยอมรับมาตรฐานอาหาร ยา และเครื่องมือแพทย์ล่วงหน้า อีกทั้ง ยังอยู่ระหว่างการเจรจา “มาตรา 301”ที่สหรัฐกำลังจะนำมาใช้กับประเทศต่างๆด้วย อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงและสร้างผลกระทบต่อคนไทย
1.มาตรฐานสินค้าอาหารและสุขภาพ ข้อตกลงทางการค้าบางส่วนเร่งการเข้าตลาดของเนื้อสัตว์และสัตว์ปีกจากสหรัฐฯ ที่ได้รับการรับรองจาก Food Safety and Inspection Services (FSIS) แต่มีประเด็นที่น่ากังวลอยู่ตรงที่ “ความพยายามผลักดันการนำเข้าเนื้อหมูที่่ใช้สารเร่งเนื้อแดง” ซึ่งประเทศไทยห้ามใช้และห้ามนำเข้าอย่างเด็ดขาด เนื่องจากมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ถึงผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในระยะยาว
การยอมผ่อนคลายมาตรฐานดังกล่าว จะกระทบต่อระบบคุ้มครองผู้บริโภคของไทย เป็นการเปิดช่องให้มาตรฐานด้านสุขภาพถูกต่อรอง เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ก็จะแบกรับกับต้นทุนทางสาธารณสุขในระยะยาว ที่จะย้อนมาเป็นภาระของรัฐและระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศ
2.สิทธิบัตรและการผูกขาดทางยา การยกระดับลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวดเกินเกณฑ์ องค์การการค้าโลก.(WTO) เสี่ยงต่อปัญหาการต่ออายุการผูกขาดสิทธิบัตรยา( Evergreening Patents )ผลที่จะเกิดขึ้น คือ ยาราคาแพงจะคงอยู่ในตลาดนานขึ้น ขัดขวางการเข้าสู่ตลาดของยาสามัญ และลดอำนาจต่อรองด้านราคาของรัฐ ส่งผลให้ต้นทุุนของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพิ่มสูงขึ้น เป็นปัญหาต่องบประมาณ และการเข้าถึงยาที่จำเป็นของคนไทย
3.การตัดความช่วยเหลือต่างประเทศ การระงับหรือชะลอเงินช่วยเหลือแก่ NGO ด้านผู้ลี้ภัยและสิทธิมนุษยชนของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริการสุขภาพตามแนวชายแดนของไทย ภาระการรักษาจะถูกผลักเข้าสู่โรงพยาบาลของไทย เพิ่มแรงกกดกันต่อบุคลากร งบประมาณและเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ
4.ผลกระทบในเชิงมหภาค นโยบาย America First มีแนวโน้มกดทับการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ผ่านการค้าและการลงทุนที่ชะลอตัว ซึ่งย่อมสะท้อนกลับมาสู่ฐานรายได้ภาครัฐและความสามารถในการลงทุน ด้านสุขภาพและสวัสดิการของประเทศ แม้บางส่วนอาจก่อให้เกิดแรงกระตุ้นเชิงบวกผ่านการแข่งขันที่่เพิ่มขึ้น ผู้ผลิตต้องปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพสินค้า เพียงแต่รัฐต้องเข้ามามีบทบาทเชิงรุุกในฐานะ“หุ้นส่วนการพัฒนา” ไม่ใช่เพียงผู้เปิดตลาด
นโยบายหาจุดสมดุลที่เหมาะสม
สำหรับแนวทางรับมือ ยังไม่พบว่าไทยมี “นโยบายสาธารณะ”ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโต้ “นโยบาย America First”โดยตรง แต่ที่ผ่านมามีการวางแผนพัฒนาระบบสุขภาพในระยะยาวที่่สามารถนำมาใช้เป็นฐานรองรับผลกระทบได้บางส่วน เช่น แผนในการยกระดับการผลิตวัคซีน ยา และเวชภัณฑ์ในประเทศ และลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ ทว่า เรื่องที่่ไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและเร่งด่วน รัฐได้มีการวางแนวทางเพื่่อการรับมือเป็นรายประเด็น เป็นมาตรการ ชั่วคราว และยังไม่ตอบโจทย์ความยั่งยืนในระยะยาว
เพราะฉะนั้น ประเทศไทยจึงควรพิจารณาแนวทางเชิงนโยบาย เพื่อหาจุดสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการยอมรับข้อเสนอทีอาจช่วยพัฒนาเศรษฐกิจกับการจำกัดความเสี่่ยงและต้นทุนด้านสุขภาพที่่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและระบบสาธารณสุข
ข้อเสนอระยะสั้น กรณีการนำเข้าเนื้อหมููที่่ใช้สารเร่งเนื้อแดง ไม่ควรนำสินค้าประเภทนี้้ มาเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการค้า หากมีความจำเป็น ไทยควรกำหนดเงื่อนไขอย่างเข้มงวด โดยจำกัดการนำเข้าเฉพาะเนื้อหมููที่่ไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดง และกำหนดปริมาณนำเข้าให้สอดคล้องกับภาวะขาดแคลนภายในประเทศเท่านั้น
กรณีสิทธิบัตรและการค้า ไทยควรยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบสิทธิบัตรให้มีความเข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการเสริมความเข้มแข็งของกลไกการคัดค้านสิทธิบัตร พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ยาสามัญที่่มีความจำเป็น เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของระบบสาธารณสุข และจำกัดอำนาจการผูกขาดของผู้ถือสิทธิบัตร
ต้องเจรจาทางการค้าเชิงเลือกสรร
กรณีการตัดความช่วยเหลือต่างประเทศ ไทยต้องระดมทุนทดแทนจากผู้บริจาครายอื่น ควบคู่กับการบูรณาการบริการเข้าสู่ระบบสาธารณสุข ระดับจังหวัด เสริมความมั่นคงด้านบุุคลากร และพัฒนากลไกการเงินที่่เหมาะสม และยกระดับการเฝ้าระวังโรคตามแนวชายแดน
การรับมือผลกระทบในเชิงมหภาค ในภาพรวม ควรใช้การเจรจาเชิงเลือกสรร แยกสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูงต่อเศรษฐกิจและสุขภาพออกจากโต๊ะต่อรอง พร้อมกับใช้มาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกที่่ได้รับผลกระทบเฉพาะกลุ่ม
สำหรับข้อเสนอระยะยาว การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างเป็นระบบ ทั้งการกระจายตลาด ยกระดับห่วงโซ่มูลค่า พัฒนาทักษะ และนวัตกรรม ควบคู่กับการออกแบบนโยบายคุ้มครองสุขภาพ เพื่อเสริมอำนาจต่อรอง และความยั่งยืนของประเทศในเวทีการค้าโลก
ปัญหาสุขภาพเชื่อมความมั่นคงระดับโลก
ขณะที่อีก 9 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ ปี 2569 ซึ่งอยู่ในความสนใจของสังคม มี 10 สถานการณ์ ได้แก่ 1.โรคไม่ติดต่อ (NCDs) 2.ประกันสังคม 3. จากแก๊งคอลเซนเตอร์ สู่การค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน 4.การศึกษาไร้พรมแดน: นักเรียนข้ามชาติกับสังคมไทย 5.แผ่นดินไหวกับภัยพิบัติที่ไม่อาจมองข้าม 6.มหานทีเปื้อนพิษข้ามพรมแดน สารพิษในลุ่มน้ำกก สาย รวกและโขง 7.ลมหายใจชายแดน ในวันที่ยังไม่สิ้นเสียงผืน 8.สมรสเท่าเทียม: การยอมรับทางสังคมของความหลากหลายทางเพศ และ9.จากการ ‘สงเคราะห์’ สู่การคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์
“สถานการณ์เด่นด้านสุขภาพสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางการแพทย์ แต่ยังเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงระดับโลก” รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ หัวหน้าโครงการจัดทำรายงานสุขภาพฯกล่าว
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ข้อมูลไปใช้ประโยชน์ใน 3 ระดับ ได้แก่ นโยบาย ยุทธศาสตร์องค์กร และสื่อสารสาธารณะ โดยสสส. มุ่งหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำข้อมูลรายงานสุขภาพคนไทยไปใช้ในการพัฒนานโยบายขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาพที่สอดคล้องกับสถานการณ์สุขภาพคนไทยระยะยาว

