คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถกนัดแรกวันนี้ พิจารณา เวลา-สถานที่ขาย-ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นักวิชาการติงไม่เหมาะสม เหตุองค์ประกอบยังไม่ครบ ขณะที่ประชาชน 82.8% หนุนจำกัดเวลาเหมือนเดิม ศวส.ลั่นหากดึงดันเดินหน้าปลดล็อก ต้องมีมาตรการรับผิดร่วมของผู้ขาย
จากพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย.2568 ซึ่งในการปฏิบัติตามข้อกำหนดหลายๆ เรื่องจะต้องมีการออกเงื่อนไข หลักเกณฑ์เป็นกฎหมายลูกออกมารองรับ
ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน โดยจะมีการประชุมนัดแรกในเวลา 15.00 น. วันที่ 13 พ.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากที่เวลา 13.00 น. มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งเป็นประชุมตามบทเฉพาะกาลมาตรา 40
วาระสำคัญในการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายฯ ได้แก่
- การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลปีใหม่-สงกรานต์พ.ศ 2569
- มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ
- การสื่อสารแนวทางการใช้ตราเสมือนของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- และมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษา
พิจารณาสถานที่-เวลาขาย-ดื่ม
ขณะที่วาระการพิจารณาของคณะกรรมการควบคุมฯ มีการพิจารณาประกาศรวดเดียว 17 ฉบับ ประกอบด้วย
- แนวทางการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลปีใหม่-สงกรานต์พ.ศ 2569
- ร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พ.ศ….
- ร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมฯ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ ..
- ร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมฯ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการตักเตือนหรือสั่งให้ระงับหรือแก้ไขการกระทำรวมถึงการสั่งให้ระงับการเผยแพร่สื่อโฆษณา พ.ศ...
- ร่างระเบียบคณะกรรมการฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบตามพรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ
- ร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมฯ เรื่อง กำหนดสถานที่หรือบริเวณห้ามขายหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของภาครัฐ,ในพื้นที่ประกอบกิจการโรงงาน,ในสวนสาธารณะของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ,ในพื้นที่ที่อยู่ในกำกับดูแลและใช้ประโยชน์ของราชการและรัฐสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ,ในสถานีขนส่ง,บนทางหรือรถ ,บนทางรถไฟ ,ในท่าเรือโดยสารสาธารณะ
- ร่างคำสั่งคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ด้านกฎหมาย ,ด้านวิชาการในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์,ด้านการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์,ด้านการรณรงค์และการสร้างภาคี
ติงองค์ประกอบคกก.ยังใม่ครบ
ด้าน นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 40 ในวันที่ 13 พ.ย.2568 เพื่อพิจารณาร่างประกาศหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและอาจขัดต่อกฎหมาย เนื่องจากองค์ประกอบของคณะกรรมการควบคุม ฯ ยังไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมาย และยังไม่ผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
เช่นเดียวกับ เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ (ครปอ.) และภาคีเครือข่าย 39 องค์กร ที่ออกแถลงการณ์ เรื่อง คัดค้านการเร่งออกกฎหมายขยายเวลาขาย-ดื่มสุรา ด้วยองค์ประกอบคณะกรรมการฯที่ไม่สมบูรณ์ ระบุว่า
การตัดสินใจครั้งนี้ของรัฐบาลและคณะกรรมการฯ มีความสำคัญมากเพราะจะผูกพันธ์ต่อคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน ดังนั้น การเร่งรีบพิจารณาในขณะที่โครงสร้างของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชุดใหม่ ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่มีการแต่งตั้ง ทั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ กรรมการในสัดส่วนของผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้นำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึง กรรมการผู้แทนสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสภาการท่องเที่ยว ที่ยังมิได้แต่งตั้ง
ซึ่งในการพิจารณาออกกฏหมายลำดับรองทั้งสองฉบับเป็นเรื่องใหญ่มาก จำเป็นต้องรอบคอบ มีข้อมูลที่รอบด้าน ด้วยกรรมการที่ครบถ้วนสมบูรณ์ร่วมพิจารณา มิใช่ทำตามความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเอื้อประโยชน์ของใคร จึงยังไม่ควรเร่งพิจารณามีมติใดๆ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
พ.ร.บ.ควบคุมน้ำเมา (ใหม่)มีผลบังคับใช้แล้ว บนข้อกังขา 'ความพ่ายแพ้' เรื่อง ‘สุขภาพ’
‘คกก.ควบคุมน้ำเมา’ ใครเป็นใคร จับตา 13 พ.ย.นี้ ‘เปลี่ยนเวลาขายเหล้าเบียร์’?
กรมควบคุมโรค ชี้แจง กรณีกำหนด 'เวลาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์'
ผู้สื่อข่าวรายงาน ในพ.ร.บ.ฉบับใหม่ องค์ประกอบคณะกรรมการควบคุมฯ ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 40 จะมีเพียงรมว.สาธารณสุข และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยมีอธิบดีกรมควบคุมโรค,กรมสรรพสามิตเป็นเลขานุการร่วม และผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ปฏิบัติหน้าที่ในวาระเริ่มแรกไปพลางก่อน
ทั้งที่ องค์ประกอบของคณะกรรมการควบคุมฯตามกฎหมายใหม่ จะต้องมี ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2 คน ,ผู้แทนองค์กรผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้นำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฯ 4 คน ,ผู้แทนองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร 4 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คนด้วย
ทั้งนี้ กำหนดให้ออกระเบียบหรือประกาศตามพ.ร.บ.นี้ให้แล้วเสร็จ ภายใน 1 ปี นับแต่พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ โดยระหว่างที่ยังไม่ออกกฎหมายลูกนี้ ให้ใช้ประกาศเดิมบังคับใช้ต่อไป หากไม่ขัดกับพ.ร.บ.ใหม่
กว่า 80 % ต้องการคงมาตรการจำกัดเวลา
จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างยิ่งว่า การกระชุมคณะกรรมการควบคุมฯในวันนี้ จะมีการคลายล็อกเวลาให้ขายและดื่มต่างจากเดิม ที่กำหนดอนุญาตให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น.ส่วนเวลา 14.00-17.00 น. และหลัง 24.00 น.นั้นห้ามขายหรือไม่
ท่ามกลางภาคธุรกิจบางส่วนเสนอให้ “ขยายเวลาจำหน่าย” จากเดิมที่กฎหมายกำหนดช่วงห้ามขายระหว่าง 14.00–17.00 น. เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ
นายไพศาล กล่าวด้วยว่า มาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับแก้ไขปี 2568 ที่กำหนดเรื่องการห้ามดื่มในร้านนั่งดื่มในเวลาห้ามขาย เป็นมาตรการเดิมที่เคยมีอยู่ใน ปว.253 ที่พ.ร.บ.ฉบับนี้ยกเลิกไป
โดยกำหนดให้ผู้ดื่มที่ฝ่าฝืนอาจถูกปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท มิใช่โทษปรับทางอาญา เช่น พนักงานเจ้าหน้าที่อาจปรับเพียง 1,000-2,000 บาทก็ได้ ซึ่งจะต้องมีการจัดทำเกณฑ์การพิจารณาในรายละเอียดต่อไป
การห้ามดื่มในเวลาห้ามขายเป็นมาตรการที่พบในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีการห้ามดื่มในร้านในเวลาห้ามขายเช่นกัน เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนและผู้ดื่ม เพราะหากมีการปล่อยให้ลูกค้าดื่มเกินเวลา หรือดื่มจนมีอาการมึนเมา ภายหลังลูกค้าออกจากร้านแล้ว ก็อาจทำให้ลูกค้าไม่ปลอดภัย เกิด เหตุทะเลาะวิวาทในร้าน หรือทำให้มีการขับขี่รถหรือยานพาหนะในขณะมึนเมาจนเกิดอุบัติเหตุ
ขณะที่ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้เปิดเผย ผลการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย ปี 2568 เพื่อสะท้อนเสียงประชาชนและเตือนให้รัฐใช้ “ข้อมูลวิจัยเชิงประจักษ์” เป็นฐานในการตัดสินใจ มากกว่าการตอบสนองต่อแรงผลักจากกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะ
ผลจากการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย จากกลุ่มตัวอย่าง 3,924 คน ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วประเทศ ปี 2568 พบว่า
82.8 % เห็นด้วยกับการคงมาตรการจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น.
รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวว่า การคงเวลาห้ามขายไว้ตามเดิม เพราะเป็นมาตรการสำคัญในการลดอุบัติเหตุและปัญหาความรุนแรง แต่ภาครัฐกลับกำลังพิจารณาขยายเวลาขายในช่วง 14.00–17.00 น. ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่สถิติอุบัติเหตุสูงสุดของวัน
โดยข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้ว่า ช่วงเวลา 14.00–17.00 น. เป็นช่วงที่มีอัตราอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงสุดของวัน และเป็นช่วงที่ นักเรียน นักศึกษา และพนักงานกำลังเดินทางกลับบ้าน หากยกเลิกช่วงห้ามขายในเวลานี้ จะเพิ่มโอกาสการดื่มก่อนขับขี่ และทำให้อุบัติเหตุในช่วงเย็นเพิ่มขึ้น
อัตราตาย-คดีเมาแล้วขับพุ่ง
ในด้านเศรษฐกิจและสุขภาพ ผลการประเมินของโครงการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคมจากการผ่อนคลายมาตรการแอลกอฮอล์ ปี 2566 พบว่า การขยายเวลาขายอาจเพิ่มความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุและความรุนแรงในครอบครัว เพิ่มต้นทุนทางสังคมและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข
ในมิติทางสังคม ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเยาวชนและผู้มีรายได้น้อย ขณะเดียวกัน หากรัฐเปิดทางให้ผู้ผลิตรายย่อยเพิ่มจำนวนหรืออนุญาตพื้นที่พิเศษเพื่อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับการท่องเที่ยวยามค่ำคืน โดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด จะสร้าง “เขตยกเว้นกฎหมาย” และขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มุ่งคุ้มครองสุขภาพประชาชน
จากบทเรียนนโยบายขยายเวลา “ตีสี่” ผลจากการศึกษาโดยคณะผู้ทรงคุณวุฒิที่กระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้ง เพื่อติดตามผลกระทบการขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงตี 4 ใน 5 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ และเกาะสมุย พบว่า อัตราการเสียชีวิตช่วงตีสองถึงหกโมงเช้าเพิ่มขึ้น 13.4% จากปีก่อนหน้า
โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า (117%) และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 3 รายจากเหตุคนเมาขับชน ผู้ประกอบการในเขตโซนนิ่งส่วนใหญ่ยังไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการควบคุม เช่น ไม่ตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนขับกลับ และขายให้ผู้มึนเมา
นทท.มาพักผ่อน-ไม่ใช่เที่ยวกลางคืน
แม้ภาครัฐคาดหวังผลเชิงเศรษฐกิจจากนโยบายดังกล่าว แต่ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปี 2023 ชี้ว่า การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวหรูเฉลี่ยต่อทริปอยู่ที่ 71,933 บาท และส่วนใหญ่ถึง 81% เดินทางมาเพื่อพักผ่อน ไม่ได้เน้นการท่องเที่ยวยามค่ำคืนเป็นหลัก โดยกิจกรรมยอดนิยม คือ การกินอาหารไทยสูงถึง 90% จึงสะท้อนว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน “การดื่มยามค่ำคืน” ไม่ใช่ปัจจัยหลักของการท่องเที่ยวคุณภาพ
ชง 4 ข้อเสนอต่อคกก.ควบคุมฯ
ศวส. เสนอข้อพิจารณาต่อรัฐบาลและคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนี้
1. คงช่วงเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามเดิม (14.00–17.00 น.) เพื่อสอดคล้องกับเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ (82.8%) และลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและการเข้าถึงของกลุ่มเปราะบาง
2. ยกระดับระบบการสื่อสารสาธารณะและการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดการละเมิดโดยไม่ตั้งใจ ทั้งในกลุ่มผู้ขายและผู้บริโภค
3. ไม่ขยายเวลาขายหลังเที่ยงคืนเพิ่มเติม จากบทเรียน “ตีสี่” ที่ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
4. ให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใช้ข้อมูลวิจัยเชิงประจักษ์เป็นฐานตัดสินใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้การออกกฎหมายสอดคล้องกับเจตนารมณ์การคุ้มครองสุขภาพของประชาชนไทย
ต้องมีมาตรการรับผิดร่วมของผู้ขาย
หากรัฐบาลยืนยันจะขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดำเนินงานจำเป็นต้องมีกลไก ลดความเสียหายและเฝ้าระวังผลกระทบ ที่เข้มแข็งกว่าปัจจุบันอย่างมาก เพื่อไม่ให้สังคมต้องแบกรับต้นทุนด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และเศรษฐกิจสูงขึ้น ศูนย์วิจัยปัญหาสุราเสนอให้ใช้แนวทาง “ขยายอย่างมีเงื่อนไข–ควบคุมเข้มกว่าก่อน” โดยต้องมาพร้อมกับมาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เพียง ทางเลือกรอง แต่เป็น เส้นกันชนสุดท้าย ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งนี้นำไปสู่การสูญเสียชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชน คือ
- กลไกเฝ้าระวังผลกระทบรายเดือน
- มาตรการรับผิดร่วมของผู้ขาย
- โซนนิ่งจำกัดพื้นที่
- และการสื่อสารสาธารณะเข้มข้น





