background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม 2569

Login
Login

พ.ร.บ.ควบคุมน้ำเมา (ใหม่)มีผลบังคับใช้แล้ว  บนข้อกังขา 'ความพ่ายแพ้' เรื่อง ‘สุขภาพ’

พ.ร.บ.ควบคุมน้ำเมา (ใหม่)มีผลบังคับใช้แล้ว  บนข้อกังขา 'ความพ่ายแพ้' เรื่อง ‘สุขภาพ’

พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 มีผลบังคับใช้วันแรกในวันที่ 8 พ.ย.2568 เป็นไปได้มากว่า พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่นี้ จะมีส่วนทำให้ “การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”ในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น และวาดหวังถึง “ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ”ที่จะเพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายและการจ้างงาน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่มีการหยิบยกขึ้นมาใช้ในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายนี้
เพราะจะมีการคลายล็อคในหลายๆเรื่อง ที่แตกต่างจากกฎหมายฉบับ เช่น เวลาขาย พื้นที่โซนนิ่งห้ามขาย และการโฆษณา

ยิ่งดื่มมาก เศรษฐกิจระยะยาวยิ่งต่ำลง

อย่างไรก็ตาม จากการที่ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำการศึกษา เรื่อง “ผลกระทบของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย” ใช้ข้อมูลประเทศไทยระหว่างปี ค.ศ.1990-2019 ทั้งในภาพรวม และจำแนกรายประเภทโดยผศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลับพบว่า 

ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อหัวก็มีแนวโน้มสูงขึ้นจากประมาณเฉลี่ย 5 ลิตรต่อคนต่อปี ในปี 1990 ในปี 2019 เพิ่มเป็น 7 กว่าลิตร

ผลการศึกษาพบว่า ยิ่งมีการดื่มในภาพรวม และเบียร์ สุรา มากขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวยิ่งต่ำลง สอดคล้องกับงานวิจัยที่ใช้ข้อมูลของสหรัฐอเมริกา และประเทศกำลังพัฒนา เพราะการดื่มกระทบกับสุขภาพ ทำให้ขาดงานบ่อย ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ตายก่อนวัยอันควร

“ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อผลิตภาพของกำลังแรงงานในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การดื่มยังมีต้นทุนค่าเสียโอกาส สูญเสียเงินและเวลาที่สามารถนำไปใช้ดูแลพัฒนาบุตรหลาน”

อย่าซ้ำเติม บาดเจ็บจากจราจร ไทยตกเป้า SDGs

ที่สำคัญ ในมุม “ด้านสุขภาพ”นั้น  ล้วนเห็นได้ชัดเจนว่าจะส่งผลต่อสุขภาพคนไทยอย่างมาก เพราะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ โรค NCDs ที่นับว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย ด้วยอัตราคนป่วยที่เพิ่มมากขึ้น  รวมถึง ยังเสี่ยงต่อโรคอื่นๆอีกมากมาย รวมถึง มะเร็ง 

ไม่เพียงเท่านี้ ยังสุ่มเสี่ยงต่อการเพิ่มจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนจากเหตุการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งในช่วงเวลาที่กฎหมายยังคุมเข้ม ไม่ส่อที่จะคลายล็อคเรื่องเวลาจำหน่ายและสถานที่จำหน่ายได้อย่างตอนนี้นั้น

ประเทศไทยมีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 8 ลิตรต่อคนต่อปี มีการเสียชีวิตบนท้องถนน 16,957  ราย โดยการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนจากเหตุการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2,390 ราย  คิดเป็น 14.1 %
เป็นสิ่งที่ชวนสงสัยและตั้งคำถามว่า เมื่อพ.ร.บ.ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้  มาตรการและแนวทางที่จะป้องกัน “เหตุจากการดื่มน้ำเมา” พร้อมแล้วหรือไม่ ที่จะไม่ทำให้ตัวเลขเหล่านี้ เพิ่มจำนวนมากขึ้น ในขณะที่เรื่อง “บาดเจ็บจากการจราจร”  เป็น 1 ใน 2 เรื่องที่ประเทศไทยยัง “สอบตก” ตัวชี้วัด เรื่องการป้องกันควบคุมโรคที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development Goals:SDGs)
พ.ร.บ.ควบคุมน้ำเมา (ใหม่)มีผลบังคับใช้แล้ว  บนข้อกังขา 'ความพ่ายแพ้' เรื่อง ‘สุขภาพ’

สุขภาพคนดื่ม ยิ่งทรุด

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และหัวหน้าโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 กล่าวว่า ข้อมูลการสำรวจล่าสุด ความชุกการดื่มสุราอย่างหนักของไทยอยู่ที่ 12.9 % มากกว่าสิงคโปร์ซึ่งอยู่ที่ 9.9 % และมาเลเซียอยู่ที่  4.4 % 

ทั้งนี้ มีการตรวจค่าเอนไซม์ตับ (GGT) ซึ่งเป็นตัวบอกความผิดปกติของเซลล์ตับ โดยค่าปกติ ต่ำกว่า 65 IU/L และหากมีค่าที่สูง เสี่ยงมะเร็งหลายชนิด เช่น  หลอดอาหาร กระเพาะ ลำไส้ ตับ ตับอ่อน ท่อน้ำดี ปอด เต้านม ต่อมน้ำเหลือง และทางเดินปัสสาวะ
พบว่า คนไทยที่ดื่มสุรามีค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้น ยิ่งดื่มหนัก ยิ่งสูง เซลล์ตับได้รับความเสียหาย โดยคนที่ไม่ดื่มมีค่าเอนไซม์อยู่ที่ 40.8 IU/L  ,ดื่มระดับเสี่ยง 119.7 IU/L ,ดื่มระดับอันตราย 151.4 IU/L และติดสุรา 217.1 IU/L

สัดส่วนคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่มีค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ 

  • ไม่ดื่มสุรา 13 %
  • ดื่มระดับเสี่ยง 47 %
  • ดื่มระดับอันตราย 59 %
  • ติดสุรา 63 %

“ใน NCDs Best BUYS ที่องค์การอนามัยโลก หรือฮู แนะนำในเรื่องของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น จะต้องเพิ่มอัตราภาษี ,แบนการโฆษณา แต่พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ของไทยมีการแก้ไขเหมือนจะแย่ลง จึงยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญ ในการที่จะตามคำแนะนำของฮูให้เป็นจริง”รศ.พญ.เริงฤดีกล่าว

การที่พ.ร.บ.ฉบับใหม่ มีการคลายล็อคมาตรการควบคุมในเรื่องที่ประเทศไทยเคยดำเนินการได้ดีในแง่ของการมีกฎหมายควบคุมกำกับ แม้อาจจะเผชิญกับปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายก็ตาม

ในมุมด้านสุขภาพและสังคมแล้ว นับว่าเป็น “กฎหมายที่ถอยหลังเข้าคลอง”