อายุในบัตรประชาชนไม่สำคัญเท่าความรู้สึกที่มีต่อตัวเอง งานวิจัยพบว่า ทัศนคติเชิงบวกต่อวัยสัมพันธ์กับสุขภาพสมองที่ดี และอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น
KEY POINTS
- งานวิจัยชี้ว่าผู้ที่มีทัศนคติเชิงบวกต่อการมีอายุมากขึ้น อาจมีอายุยืนยาวกว่าผู้ที่มีมุมมองเชิงลบโดยเฉลี่ย 7.5 ปี
- ความเชื่อเชิงลบว่า "แก่แล้วทำไม่ได้" สามารถกลายเป็นข้อจำกัดที่ส่งผลเสียต่อพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การลดกิจกรรมทางกาย การเข้าสังคม และการเรียนรู้สิ่งใหม่
- การมองวัยในแง่บวกไม่เพียงส่งผลต่ออายุขัย แต่ยังเชื่อมโยงกับสุขภาพสมองที่ดีขึ้น เช่น ความจำที่ดีกว่า และการทำงานของสมองที่เสื่อมช้าลง
เมื่อพูดถึงการมีอายุยืน หลายคนมักนึกถึงการดูแลสุขภาพที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับให้เพียงพอ หรือเข้ารับการตรวจสุขภาพ แต่ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่เราอาจไม่ค่อยนึกถึง นั่นคือ “ความรู้สึกที่เรามีต่ออายุของตัวเอง”
คำพูดอย่าง “อายุขนาดนี้แล้วคงทำไม่ได้” “แก่แล้วเรียนอะไรใหม่ไม่ไหว” หรือ “อายุมากขึ้น ร่างกายก็ต้องแย่ลงเป็นธรรมดา” อาจฟังดูเหมือนเป็นเพียงคำพูดติดปาก แต่ถ้าเราได้ยินและเชื่อแบบนั้นซ้ำ ๆ ความคิดเหล่านี้อาจค่อย ๆ กลายเป็นกรอบที่จำกัดตัวเอง ตั้งแต่สิ่งที่คิดว่ายังทำได้ ไปจนถึงการเรียนรู้สิ่งใหม่ การเข้าสังคม และการดูแลสุขภาพ
งานวิจัยหลายชิ้นพบความเชื่อมโยงระหว่าง ทัศนคติที่มีต่ออายุของตัวเอง กับสุขภาพในระยะยาว คนที่มีมุมมองเชิงบวกต่อการมีอายุมากขึ้นมีแนวโน้มรู้สึกว่าตัวเองอ่อนวัยกว่าอายุจริง และยังพบความสัมพันธ์กับสุขภาพกาย การทำงานของสมอง รวมถึงอายุขัยที่ยืนยาวกว่า เมื่อเทียบกับคนที่มีมุมมองต่อวัยในเชิงลบ
กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า ทำไม “อายุที่เรารู้สึก” อาจไม่จำเป็นต้องเท่ากับตัวเลขในบัตรประชาชน และความรู้สึกว่าตัวเองยังอ่อนวัย อาจเชื่อมโยงกับทั้งสุขภาพและการมีชีวิตที่ยืนยาวกว่าที่คิด
เราอาจเริ่ม “กลัวแก่” ตั้งแต่ยังไม่แก่
อคติทางอายุ หรือ “เอจจิซึม” (Ageism) หมายถึงการเหมารวม มีอคติ หรือเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเพียงเพราะอายุ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้สูงวัย คนอายุน้อยก็สามารถเผชิญกับอคติลักษณะนี้ได้เช่นกัน
ซึ่งอคติไม่ได้มาจากคนอื่นเท่านั้น แต่สามารถย้อนกลับมาเป็นวิธีที่เรามองตัวเองได้
งานวิจัยพบว่า ความเชื่อเชิงลบเกี่ยวกับความแก่ชราสามารถก่อตัวได้ตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านครอบครัว สื่อ และภาพจำต่าง ๆ ในสังคม เมื่อเราเติบโตขึ้นและเข้าสู่วัยที่ครั้งหนึ่งเคยมองว่า “แก่” ความเชื่อเหล่านั้นอาจถูกนำมาใช้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัว
ตัวอย่างง่าย ๆ คือ ถ้าเราเชื่อมาตลอดว่า “คนแก่เรียนรู้สิ่งใหม่ได้ยาก” เมื่ออายุมากขึ้น เราอาจเริ่มปฏิเสธโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ไม่กล้าลองกิจกรรมที่ไม่เคยทำ หรือคิดว่าตัวเองตามคนอื่นไม่ทัน ทั้งที่ความสามารถจริงอาจไม่ได้ลดลงถึงระดับนั้น
ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับแนวคิดที่เรียกว่า ทฤษฎีการซึมซับภาพเหมารวม (Stereotype Embodiment Theory) ซึ่งอธิบายว่า ภาพเหมารวมที่เราได้รับจากสังคมสามารถถูกซึมซับจนกลายเป็นความเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง และอาจมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม การใช้ชีวิต และสุขภาพ
เมื่อคำว่า “แก่แล้ว” กลายเป็นข้อจำกัดโดยไม่รู้ตัว
อีกปรากฏการณ์หนึ่งคือ ภัยคุกคามจากภาพเหมารวม (Stereotype Threat)
งานวิจัยพบว่า เมื่อคนถูกทำให้นึกถึงภาพเหมารวมเกี่ยวกับอายุก่อนทำภารกิจบางอย่าง พวกเขาอาจทำผลงานได้แย่ลง ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความกังวลว่า ตัวเองจะถูกตัดสินตามภาพจำของคนในวัยนั้น
นั่นหมายความว่า บางครั้งสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ทำไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน” อาจไม่ได้มาจากความเสื่อมของร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ความคาดหวังที่มีต่อตัวเองก็อาจเข้ามามีบทบาทด้วย
แน่นอนว่าอายุที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพจริง และบางคนอาจเผชิญโรคหรือข้อจำกัดทางร่างกายมากขึ้น แต่การเหมารวมว่า ผู้สูงวัยทุกคนต้องอ่อนแอ เปราะบาง หรือพึ่งพาคนอื่น ไม่ได้สะท้อนความจริงของคนทั้งหมด ผู้สูงวัยจำนวนมากยังสามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระ ทำงาน ออกกำลังกาย เรียนรู้ และมีส่วนร่วมกับสังคมได้
อายุในบัตรประชาชน อาจไม่เท่ากับอายุที่เรารู้สึก
อีกแนวคิดที่นักวิจัยให้ความสนใจคือ อายุที่เรารู้สึก (Subjective Age) หรือคำตอบของคำถามง่าย ๆ ว่า “คุณรู้สึกว่าตัวเองอายุเท่าไร” ซึ่งตัวเลขนี้อาจไม่ตรงกับอายุจริงเสมอไป
งานวิจัยพบว่า คนที่มีทัศนคติเชิงบวกต่ออายุมีแนวโน้มรู้สึกว่าตัวเองอายุน้อยกว่า ขณะที่การศึกษาติดตามระยะยาว 10 ปีในสหรัฐพบว่า การรู้สึกว่าตัวเองแก่กว่าอายุจริงสัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตที่ลดลงในเวลาต่อมา
ความรู้สึกเรื่องอายุจึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องในใจ เพราะมันอาจสะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรม เช่น คนที่คิดว่า “ฉันแก่เกินไปแล้ว” อาจลดกิจกรรมทางกาย หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม หรือไม่เปิดรับประสบการณ์ใหม่ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ต่างหากที่สามารถส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้
ทัศนคติเชิงบวกต่ออายุ อาจสัมพันธ์กับชีวิตที่ยืนขึ้น 7.5 ปี
งานวิจัยโดย เบคกา เลวี (Becca Levy) ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาและจิตวิทยาแห่ง Yale School of Public Health ซึ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเกี่ยวกับวัยกับสุขภาพมาอย่างต่อเนื่องพบว่า ผู้ที่มีความเชื่อเชิงบวกต่อการมีอายุมากขึ้น มีอายุยืนกว่าโดยเฉลี่ยประมาณ 7.5 ปี เมื่อเทียบกับผู้ที่มีมุมมองต่ออายุในเชิงลบมากกว่า และความสัมพันธ์ลักษณะนี้ยังพบในการศึกษาในประเทศอื่น ๆ ด้วย
ตัวเลข 7.5 ปีไม่ได้หมายความว่า แค่คิดบวกแล้วชีวิตจะยาวขึ้นทันที เพราะอายุขัยถูกกำหนดจากหลายปัจจัย ตั้งแต่พันธุกรรม โรคประจำตัว ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ไปจนถึงพฤติกรรมสุขภาพ
แต่ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า ทัศนคติที่เรามีต่ออายุของตัวเอง อาจมีความสำคัญต่อทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสุขภาพในระยะยาว มากกว่าที่หลายคนคิด
ทัศนคติต่อวัย อาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพสมองด้วย
งานวิจัยของเลวียังพบความเชื่อมโยงกับความจำและสมอง
ผู้ที่มีความเชื่อเชิงบวกเกี่ยวกับวัยมีแนวโน้มทำแบบทดสอบด้านความจำได้ดีกว่า รวมถึงมีระดับตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในสมองบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ต่ำกว่า และมีการหดตัวของ ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งเป็นบริเวณสมองที่มีบทบาทสำคัญต่อความจำน้อยกว่า
ขณะเดียวกัน การเหมารวมตัวเองในเชิงลบจากอายุมีความเชื่อมโยงกับสมรรถภาพทางกายและการทำงานด้านการรับรู้ที่ลดลง รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตอย่างภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล นอกจากนี้ยังอาจทำให้บางคนลดการพบปะผู้อื่น จนนำไปสู่ความเหงาและการแยกตัวทางสังคมได้
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า “คิดบวกแล้วป้องกันอัลไซเมอร์ได้” หรือความคิดด้านลบเป็นสาเหตุโดยตรงของโรค แต่ช่วยสะท้อนว่า สุขภาพในวัยที่มากขึ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับชีววิทยาเพียงด้านเดียว พฤติกรรม สังคม และวิธีที่เรามองตัวเองอาจทำงานเชื่อมโยงกัน
อายุเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยุดเรียนรู้
หนึ่งในภาพจำที่พบได้บ่อยคือ เมื่ออายุมากขึ้น สมองและร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปในทางเดียว คือ “แย่ลง”
แต่งานวิจัยพบว่า การเรียนรู้ทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น การเย็บปักถักร้อย หรือการถ่ายภาพดิจิทัล สามารถช่วยส่งเสริมการทำงานด้านความจำในผู้สูงวัยได้
ในด้านร่างกายก็เช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ผู้สูงวัยยังสามารถฝึกฝนร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และกลับมามีกิจกรรมทางกายมากขึ้นได้ อายุจึงไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลเพียงอย่างเดียวในการปิดโอกาสที่จะเรียนรู้หรือพัฒนาตัวเอง
การมีคนต่างวัยอยู่ในชีวิต อาจช่วยเปลี่ยนมุมมองเรื่องอายุ
การลดอคติทางอายุไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการพยายาม “คิดบวก” กับตัวเองเพียงอย่างเดียว เพราะสภาพแวดล้อมและคนรอบตัวก็มีส่วนสำคัญ
งานวิจัยพบว่า กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนต่างวัยได้มีปฏิสัมพันธ์กันสัมพันธ์กับการลดอคติทางอายุได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การศึกษาในปี 2016 พบว่า 85% ของผู้ให้สัมภาษณ์สามารถระบุบุคคลต้นแบบของการมีอายุมากขึ้นที่ดีได้อย่างน้อยหนึ่งคน โดยส่วนใหญ่มักเป็นพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย และคนกลุ่มนี้มีมุมมองด้านลบต่อความแก่น้อยกว่าคนที่ไม่มีต้นแบบดังกล่าว
การมีเพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือคนในครอบครัวหลายช่วงวัย จึงไม่ได้มีประโยชน์เพียงทำให้เราได้รับฟังมุมมองที่หลากหลาย แต่ยังอาจช่วยท้าทายภาพจำว่า “คนวัยนี้ต้องเป็นแบบนั้น” และทำให้เราเห็นว่า อายุไม่ได้กำหนดความสามารถ ความสนใจ หรือรูปแบบการใช้ชีวิตของคนทั้งหมด
ลองเปลี่ยนจาก “แก่แล้วทำไม่ได้” เป็น “อะไรที่เรายังทำได้”
เลวีเสนอวิธีที่เรียกว่า ABC Method เพื่อช่วยสำรวจและปรับความเชื่อเกี่ยวกับวัย เริ่มจาก A หรือ Awareness คือสังเกตว่า ในแต่ละวันเราได้รับข้อความเกี่ยวกับความแก่แบบใดบ้าง จากโฆษณา ข่าว โซเชียลมีเดีย คนรอบตัว รวมถึงเสียงในหัวของเราเอง
B คือ Blame หรือการแยกให้ออกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจาก “อายุ” จริง ๆ หรือเกิดจาก “อคติทางอายุ” เช่น การถูกปฏิเสธโอกาสบางอย่างเพียงเพราะมีคนคิดว่าเราแก่เกินไป
และ C คือ Challenge การตั้งคำถามกับภาพเหมารวมเหล่านั้นว่าเป็นจริงเสมอไปหรือไม่
การดูแลสุขภาพเมื่ออายุมากขึ้นจึงไม่ได้มีเพียงการกินให้ดี ออกกำลังกาย หรือนอนให้เพียงพอ แต่ยังรวมถึง ทัศนคติที่เรามีต่ออายุของตัวเอง เพราะความคิดว่า “แก่แล้วคงทำไม่ได้” อาจกลายเป็นข้อจำกัดที่เราสร้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แม้อายุที่เพิ่มขึ้นจะมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยุดเรียนรู้หรือเปิดรับสิ่งใหม่ การไม่ปล่อยให้อายุเป็นตัวกำหนดว่าเราทำอะไรได้หรือไม่ได้ จึงอาจเป็นอีกส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพและใช้ชีวิตให้ดีในระยะยาว
อ้างอิง bbc





