หลายคนให้ความสำคัญกับตัวเลขบนตาชั่ง ระดับไขมันในร่างกาย หรือค่าความดันโลหิต เพื่อประเมินสุขภาพของตัวเอง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์กลับเริ่มหันมาสนใจตัวชี้วัดที่เรียบง่ายกว่านั้น นั่นคือ "แรงบีบมือ" (Grip Strength)
แม้จะเป็นเพียงการออกแรงกำมือไม่กี่วินาที แต่ความแข็งแรงของแรงบีบมือสามารถสะท้อนความเสี่ยงโรคเรื้อรัง ความพิการ การเสื่อมของสมอง และแม้กระทั่งโอกาสในการมีอายุยืนได้อย่างน่าทึ่ง
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนถึงกับเรียกแรงบีบมือว่าเป็น "สัญญาณชีพเชิงการทำงาน" (Functional Vital Sign) เพราะเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนการทำงานร่วมกันของหลายระบบในร่างกาย ตั้งแต่กล้ามเนื้อ ระบบประสาท หัวใจ หลอดเลือด ไปจนถึงกระบวนการชราภาพ
'กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย' ชวนผู้อ่านสำรวจว่า เหตุใดการกำมือจึงสามารถสะท้อนสุขภาพโดยรวมและโอกาสในการมีอายุยืน พร้อมวิธีเพิ่มแรงบีบมือและสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ที่อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการมีสุขภาพดีในระยะยาว
แรงบีบมือไม่ได้วัดแค่กำลังมือ แต่สะท้อนสุขภาพทั้งร่างกาย
แรงบีบมือวัดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Hand Dynamometer ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที โดยผู้ทดสอบออกแรงบีบให้มากที่สุด ก่อนนำค่าที่ได้ไปประเมินร่วมกับอายุและเพศ
แม้จะดูเหมือนเป็นการวัดกำลังของมือเพียงอย่างเดียว แต่เบื้องหลังการกำมือหนึ่งครั้งนั้น ร่างกายต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อ และระบบประสาทที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อหลายพันหน่วยพร้อมกัน
พีต โรห์เลเดอร์ (Pete Rohleder) นักวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวจาก Kansas State University กล่าวว่า แรงบีบมือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพระยะยาวที่ถูกมองข้ามมากที่สุด เพราะสะท้อนผลรวมของการเคลื่อนไหว การรับประทานอาหาร การฟื้นฟูร่างกาย และพฤติกรรมสุขภาพที่สะสมมาตลอดชีวิต
ขณะเดียวกัน เมื่ออายุมากขึ้นหรือขาดการเคลื่อนไหว มวลกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลงและถูกแทนที่ด้วยไขมัน เกิดเป็นภาวะ Sarcopenia หรือภาวะกล้ามเนื้อพร่อง ซึ่งส่งผลให้แรงบีบมือลดลงตามไปด้วย
อาร์เดชีร์ ฮัชมิ (Ardeshir Hashmi) ผู้อำนวยการ Center for Geriatric Medicine แห่ง Cleveland Clinic ระบุว่า แรงบีบมือจึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนของคุณภาพกล้ามเนื้อทั้งร่างกาย ไม่ใช่เฉพาะบริเวณมือเท่านั้น
นอกจากนี้ กล้ามเนื้อยังต้องพึ่งพาการไหลเวียนเลือด การส่งออกซิเจน และความไวต่ออินซูลินที่ดี จึงทำให้แรงบีบมือสัมพันธ์กับสุขภาพของระบบเผาผลาญและระบบหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย
แรงบีบมือทำนายความเสี่ยงเสียชีวิตได้ดีกว่าความดันโลหิต
หนึ่งในงานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุดคือโครงการ Prospective Urban Rural Epidemiology (PURE Study) ซึ่งติดตามประชากรมากกว่า 140,000 คน ใน 17 ประเทศ
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีแรงบีบมืออ่อนแอมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ รวมถึงโรคหัวใจและมะเร็งสูงกว่า และที่น่าสนใจคือ แรงบีบมือสามารถทำนายความเสี่ยงดังกล่าวได้แม่นยำกว่าค่าความดันโลหิตเสียอีก
นักวิจัยอธิบายว่า แรงบีบมือสะท้อนสุขภาพของหลอดเลือด ระบบประสาทอัตโนมัติ สมรรถภาพหัวใจและปอด ภาวะดื้อต่ออินซูลิน การอักเสบในร่างกาย และการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด
ดาร์ริล ลีออง (Darryl Leong) หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า แรงบีบมือเปรียบเสมือน "ผลรวมของสุขภาพ" เพราะได้รับอิทธิพลจากพฤติกรรม การออกกำลังกาย โรคประจำตัว และวิถีชีวิตทั้งในอดีตและปัจจุบัน ต่างจากค่าดัชนีมวลกายหรือความดันโลหิตที่สะท้อนเพียงบางด้านของสุขภาพ
แรงบีบมือยังบอก "อายุชีวภาพ" ของร่างกายได้
ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับ "อายุชีวภาพ" (Biological Age) มากกว่าอายุจริงเพราะสะท้อนระดับความเสื่อมของร่างกายได้แม่นยำกว่า
งานวิจัยในปี 2023 พบว่า ผู้ที่มีแรงบีบมืออ่อนแอมีแนวโน้มที่จะมี DNA Methylation Age หรืออายุชีวภาพสูงกว่าอายุจริง ขณะที่ผู้ที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงมักมีอายุชีวภาพต่ำกว่า
มาร์ก ปีเตอร์สัน (Mark Peterson) รองศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูจาก University of Michigan กล่าวว่า คนที่แข็งแรงกว่ามักมีร่างกายที่แก่ช้ากว่าในระดับชีววิทยา สะท้อนว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการชะลอวัย
อีกเหตุผลที่ทำให้แรงบีบมือสัมพันธ์กับอายุยืน คือความสามารถในการฟื้นตัวจากการเจ็บป่วย
กล้ามเนื้อที่แข็งแรงช่วยรักษาสมดุลของระบบเผาผลาญ สนับสนุนการทำงานของภูมิคุ้มกัน และทำให้ร่างกายรับมือกับความเครียดทางสรีรวิทยาได้ดีขึ้น
หากเส้นเอ็น ข้อต่อ และกล้ามเนื้อเริ่มเสื่อมจนแรงบีบมือลดลง ก็อาจสะท้อนภาวะเปราะบาง ที่ทำให้ร่างกายมีความสามารถในการรับมือกับโรคลดลงตามไปด้วย
มือแข็งแรง ชีวิตก็อิสระมากขึ้น
แรงบีบมือยังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับคุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุ
งานวิจัยพบว่า ผู้ที่แรงบีบมือน้อยมีความเสี่ยงหกล้ม กระดูกหัก และต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลสูงขึ้น เนื่องจากมักมีความหนาแน่นของกระดูกต่ำและสมรรถภาพร่างกายโดยรวมลดลง
ขณะเดียวกัน ผู้ที่แรงบีบมืออ่อนแอมักเดินช้าลง ขึ้นลงบันไดลำบาก และทำกิจกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้ยาก ส่งผลให้สูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตด้วยตนเองเร็วกว่าปกติ
สุขภาพสมองก็เชื่อมโยงกับแรงบีบมือ
งานวิจัยที่ติดตามผู้ใหญ่มากกว่า 40,000 คน พบว่า ผู้ที่มีแรงบีบมือแข็งแรงมักมีโครงสร้างสมองที่ดีกว่า และมีความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลต่ำกว่า
นักวิจัยจึงมองว่า แรงบีบมือที่ลดลงอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของภาวะเปราะบางที่เร่งการเสื่อมของสมอง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมในผู้ที่เริ่มมีปัญหาด้านการรับรู้
อยากมีแรงบีบมือดี ต้องฝึกทั้งร่างกาย ไม่ใช่แค่กำลูกบอล
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การบีบลูกบอลยางหรืออุปกรณ์บริหารมือเป็นประจำสามารถช่วยเพิ่มแรงบีบมือได้ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ "ความสม่ำเสมอ" อย่างไรก็ตาม การฝึกเฉพาะมือเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะแรงบีบมือเป็นเพียงตัวแทนของความแข็งแรงทั้งร่างกาย
แนวทางที่ได้ผลดีที่สุดคือ การออกกำลังกายแบบแรงต้าน เช่น ยกน้ำหนัก ดึง แบก ถือ หรือฝึกการทรงตัว ซึ่งช่วยพัฒนากล้ามเนื้อของแขน ขา แกนกลางลำตัว และระบบหัวใจและหลอดเลือดไปพร้อมกัน
ด้านโภชนาการก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน งานวิจัยจำนวนมากพบว่า การได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอช่วยซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อ ส่งผลให้แรงบีบมือดีขึ้นในระยะยาว
ในชีวิตประจำวัน การถือถุงของแทนการใช้รถเข็น ยกสัมภาระแทนการลาก หรือทำงานบ้านและทำสวน ล้วนเป็นการฝึกกล้ามเนื้อที่ช่วยสร้าง "ความแข็งแรงที่ใช้งานได้จริง"
ทุกวันนี้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับ Healthy Longevity มากขึ้น การมีชีวิตยืนยาวไม่ได้วัดจากรูปร่างผอมเพรียวหรือกล้ามเนื้อที่สวยงามเท่านั้น แต่คือการรักษาความแข็งแรงของร่างกายเอาไว้ให้นานที่สุด การกำมือได้อย่างมั่นคงในวันนี้ อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกว่า ร่างกายของเรายังมีศักยภาพที่จะเคลื่อนไหว ฟื้นตัว และใช้ชีวิตอย่างอิสระไปได้อีกหลายสิบปี
อ้างอิง nationalgeographic


