วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

นักวิจัยพบ “นาฬิกาชีวภาพสากล” เบาะแสใหม่ของการชะลอวัย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกของ Longevity หรือศาสตร์แห่งการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ เริ่มเปลี่ยนคำถามจาก “เราจะมีชีวิตยืนยาวได้อย่างไร” ไปสู่ “เราจะชะลอความเสื่อมของร่างกายได้จริงไหม”

และล่าสุด งานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature อาจพาเราเข้าใกล้คำตอบนั้นมากขึ้น

เมื่อนักวิจัยค้นพบสิ่งที่เรียกว่า “Universal Aging Clocks” หรือรูปแบบสัญญาณทางชีวภาพของความชรา ที่ดูเหมือนจะพบร่วมกันในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด รวมถึงมนุษย์ด้วย

การค้นพบนี้ อาจกลายเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการชะลอวัย เพราะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจ “กระบวนการแก่ชรา” ได้ลึกขึ้น และอาจนำไปสู่การพัฒนายาหรือวิธีดูแลสุขภาพที่ช่วยยืดอายุขัยในอนาคต

‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนสำรวจว่า “นาฬิกาความชรา” ที่ว่านี้คืออะไร และทำไมมันอาจเปลี่ยนอนาคตของวงการ Longevity ได้

นักวิจัยพบ “นาฬิกาชีวภาพสากล” เบาะแสใหม่ของการชะลอวัย

อายุจริง กับ “อายุชีวภาพ” ไม่เหมือนกัน

แม้อายุบนบัตรประชาชนจะบอกว่าเราอายุเท่าไร แต่นั่นเป็นเพียง “Chronological Age” หรืออายุตามเวลาเท่านั้น ขณะที่ร่างกายของแต่ละคนอาจ “แก่” ไม่เท่ากัน

บางคนอายุ 50 แต่สุขภาพเซลล์อาจเหมือนคนวัย 40 ขณะที่บางคนอายุยังน้อย แต่ร่างกายกลับเสื่อมเร็วกว่าปกติจากความเครียด การนอนน้อย โรคเรื้อรัง หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต

นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามหาวิธีวัด “Biological Age” หรืออายุชีวภาพ ซึ่งสะท้อนว่าร่างกายกำลังเสื่อมลงเร็วแค่ไหน

ที่ผ่านมา นักวิจัยใช้สิ่งที่เรียกว่า “นาฬิกาชีวภาพ” (Biological Clocks) ในการประเมิน เช่น การดูการเปลี่ยนแปลงของ DNA หรือสารชีวโมเลกุลต่าง ๆ แต่ปัญหาคือ เครื่องมือบางชนิดบอกว่า “เราแก่ขึ้น” โดยยังอธิบายไม่ได้ชัดเจนว่า “ทำไมเซลล์ถึงแก่”

งานวิจัยใหม่มองลึกไปถึงระดับ RNA

ในการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลกว่า 11,000 transcriptomes ซึ่งเป็นชุดข้อมูล RNA ที่บอกว่า ยีนใดกำลัง “เปิด” หรือ “ปิด” การทำงานอยู่ภายในเซลล์ นักวิจัยได้ศึกษาตัวอย่างจากหลายอวัยวะ ทั้งในหนู หนูแรต ลิง และมนุษย์

ผลลัพธ์ที่ได้คือ รูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับความชราในอวัยวะต่าง ๆ ดูเหมือนจะ “คล้ายกันอย่างน่าทึ่ง” แม้ข้ามสายพันธุ์

อเล็กซานเดอร์ ทิชโคฟสกี (Alexander Tyshkovskiy) นักวิจัยจาก Brigham and Women’s Hospital และ Harvard Medical School หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัย อธิบายว่า

“ยีนชุดเดียวกันที่เกี่ยวข้องกับความชราในตับหรือหัวใจของหนู ก็ปรากฏในมนุษย์เช่นกัน”

ไม่เพียงเท่านั้น รูปแบบดังกล่าวยังพบในเซลล์หลายประเภท แม้จะทำหน้าที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

นักวิจัยเรียกสิ่งนี้ว่า “Transcriptomic Age” หรืออายุชีวภาพที่วัดผ่านรูปแบบการทำงานของ RNA

นักวิจัยพบ “นาฬิกาชีวภาพสากล” เบาะแสใหม่ของการชะลอวัย

ผลการศึกษาพบว่า ทั้งมนุษย์และสัตว์ที่มีโรคเรื้อรัง มักมี Transcriptomic Age สูงกว่าปกติ ซึ่งอาจสะท้อนถึงระดับความเสียหายของเซลล์ที่มากขึ้น

เมื่อนำข้อมูลไปเทียบกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของ UK Biobank นักวิจัยยังพบว่า โปรตีนบางชนิดที่เชื่อมโยงกับ biomarkers เหล่านี้ มีความสัมพันธ์กับโรคและความเสี่ยงการเสียชีวิตด้วย

ทั้งหมดนี้ทำให้นักวิจัยเชื่อว่า “ความแก่” อาจไม่ใช่แค่เรื่องของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง แต่เป็นกระบวนการระดับระบบที่เกิดขึ้นคล้ายกันทั่วร่างกาย

การศึกษาครั้งนี้ถือเป็น “ก้าวสำคัญ” เพราะนาฬิกาชีวภาพแบบใหม่นี้ไม่ได้แค่ประเมินอายุ แต่กำลังวัด “การสูญเสียการทำงานของเซลล์” และอาจช่วยทำนายความเสี่ยงด้านสุขภาพและอายุขัยได้ด้วย

วิจัยนี้อาจช่วยค้นหาวิธีชะลอวัยในอนาคต

เป้าหมายต่อไปของทีมวิจัย คือการใช้เครื่องมือนี้ช่วยค้นหาวิธีที่อาจชะลอความเสื่อมของร่างกาย

นักวิจัยได้พัฒนาเครื่องมือออนไลน์ชื่อ “Transcriptomic Age Calculator Online” หรือ TACO เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสามารถนำข้อมูล RNA ที่มีอยู่มาวิเคราะห์อายุชีวภาพได้

ตัวอย่างเช่น หากนักวิจัยทดลองยาใหม่ในสัตว์ทดลอง ก็อาจใช้ระบบนี้ดูได้ว่า เซลล์ของกลุ่มที่ได้รับยานั้น อ่อนวัยลง หรือ แก่ช้าลง จริงหรือไม่

วาดิม กลาดิเชฟ (Vadim Gladyshev) ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์จาก Harvard Medical School และผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัย ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดในมนุษย์ที่พิสูจน์ได้ชัดว่าสามารถยืดอายุขัยได้จริง

แต่เครื่องมือเหล่านี้อาจช่วยคัดกรอง “ตัวเลือกที่มีศักยภาพ” สำหรับการรักษาหรือการชะลอวัยในอนาคต

“เราหวังว่า สักวันหนึ่งบางสิ่งที่เราค้นพบ อาจช่วยยืดอายุขัยของมนุษย์ได้จริง” เขากล่าว

ในยุคที่ผู้คนเริ่มสนใจการมีชีวิตยืนยาวมากขึ้น งานวิจัยนี้อาจสะท้อนว่า อนาคตของการดูแลสุขภาพอาจไม่ได้อยู่แค่การรักษาโรคเมื่อป่วย แต่อาจเป็นการเข้าใจ “ความแก่ชรา” ให้มากพอ จนสามารถชะลอมันได้ตั้งแต่ระดับเซลล์

 

 

อ้างอิง scientificamerican , nature