กระแส “Longevity” หรือการดูแลสุขภาพเพื่อให้อายุยืนอย่างมีคุณภาพ ทำให้ชื่อของ N.A.D.+ กลายเป็นหนึ่งในอาหารเสริมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ตั้งแต่ดาราฮอลลีวูดอย่าง Gwyneth Paltrow ไปจนถึงสาย Biohacking อย่าง Bryan Johnson หรือ Andrew Huberman ต่างก็เคยพูดถึง N.A.D.+ ในฐานะโมเลกุลสำคัญที่อาจเกี่ยวข้องกับการชะลอวัย ฟื้นฟูพลังงาน และช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น
ล่าสุด งานวิจัยใหม่กลับเริ่มตั้งคำถามกับ “ความเชื่อหลัก” ที่ผลักดันตลาดอาหารเสริมชนิดนี้ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Metabolism พบว่า ระดับ N.A.D.+ ในเลือดของมนุษย์ “ไม่ได้ลดลงตามอายุ” อย่างที่หลายคนเคยเชื่อกัน
‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า แท้จริงแล้ว N.A.D.+ คืออะไร ทำไมถึงถูกยกให้เป็นหนึ่งในสารแห่งอนาคตของวงการ Longevity และงานวิจัยใหม่กำลังบอกอะไรกับเราเกี่ยวกับโลกของอาหารเสริมชะลอวัยที่กำลังเติบโตอย่างมหาศาลในวันนี้
N.A.D.+ คืออะไร ทำไมถึงถูกยกให้เป็นสารแห่งการชะลอวัย
N.A.D.+ หรือ Nicotinamide Adenine Dinucleotide เป็นโมเลกุลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างพลังงานของเซลล์ การซ่อมแซม DNA และการทำงานของระบบเผาผลาญ
ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า เมื่ออายุมากขึ้น ระดับ N.A.D.+ ในร่างกายจะลดลง และอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เซลล์เสื่อมลงตามวัย
แนวคิดนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารเสริมชะลอวัย จนเกิดผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่อ้างว่าสามารถ “เพิ่มระดับ N.A.D.+” เพื่อช่วยให้ร่างกายอ่อนเยาว์ขึ้น มีพลังมากขึ้น หรือแม้แต่ช่วยยืดอายุขัย
แต่ แม้กระแสจะมาแรง หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในมนุษย์กลับยังมีไม่มากนัก
งานวิจัยใหม่พบอะไร?
ทีมวิจัยนำโดย รีเคลต์ ฮูทคูเปอร์ (Riekelt Houtkooper) ศาสตราจารย์ด้าน Translational Metabolism หรือ เวชศาสตร์เมแทบอลิซึมเชิงแปลผล จาก Amsterdam University Medical Center วิเคราะห์ตัวอย่างเลือดจากฐานข้อมูล 7 ชุด รวมผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน ทั้งคนอายุน้อย ผู้สูงอายุ นักกีฬา และผู้ที่มีภาวะเปราะบางทางสุขภาพ
ผลลัพธ์ที่ได้คือ แม้อาหารเสริมจะสามารถเพิ่มระดับ N.A.D.+ ได้ แต่ทีมวิจัย “ไม่พบหลักฐาน” ว่าระดับ N.A.D.+ ในเลือดลดลงตามวัย
เขายอมรับว่า เดิมทีทีมวิจัยหวังจะพัฒนาไบโอมาร์กเกอร์ (Biomarker) หรือการตรวจวัดที่ช่วยบอกได้ว่าใครควรทานอาหารเสริมชนิดนี้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับ “น่าผิดหวัง”
สิ่งที่วงการวิทยาศาสตร์เริ่มตั้งคำถาม
แมตต์ เคเบอร์ไลน์ (Matt Kaeberlein) นักวิจัยด้านความชราจาก University of Washington ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้ ระบุว่า แนวคิดที่ว่า “N.A.D.+ ลดลงตามวัยในทุกคน” กลายเป็นเหมือนความเชื่อหลักของวงการไปแล้ว
แต่ข้อมูลใหม่อาจทำให้ผู้คนต้องกลับมาตั้งคำถามว่า สิ่งที่เคยถูกพูดซ้ำ ๆ นั้น เป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ หรือเป็นเพียงสมมติฐานระยะเริ่มต้นที่ถูกทำให้ดูเหมือนพิสูจน์แล้ว
เขายังชี้ว่า เมื่อแนวคิดนี้เข้าสู่ตลาดอาหารเสริม กระแสการตลาดก็เริ่มวิ่งเร็วกว่างานวิจัย
แล้วอาหารเสริม N.A.D.+ ยังมีประโยชน์ไหม?
แม้งานวิจัยใหม่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการ Longevity แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ยังไม่คิดว่าเรื่องนี้ “จบแล้ว”
โจเซฟ บาวร์ (Joseph Baur) ศาสตราจารย์ด้านสรีรวิทยาจาก University of Pennsylvania อธิบายว่า แม้ระดับ N.A.D.+ ในเลือดอาจไม่ได้ลดลง แต่มีงานวิจัยบางชิ้นที่พบว่า ระดับ N.A.D.+ ใน “เนื้อเยื่อบางส่วน” เช่น กล้ามเนื้อและสมอง อาจลดลงตามวัยได้จ อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่างานวิจัยในมนุษย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ยังถือว่าอยู่ในระยะเริ่มต้น และยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน
อีกคำถามสำคัญคือ ต่อให้ระดับ N.A.D.+ ลดลงจริง การลดลงนั้นมากพอจะส่งผลต่อสุขภาพหรือไม่
เพราะมีงานวิจัยในหนูทดลอง พบว่า แม้ลดระดับ N.A.D.+ ในกล้ามเนื้อถึง 85% ก็ยังไม่เห็นผลกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้ออย่างชัดเจน
เมื่อ Longevity กลายเป็นทั้ง “วิทยาศาสตร์” และ “การตลาด”
สิ่งที่น่าสนใจคือ เรื่องราวของ N.A.D.+ สะท้อนภาพใหญ่ของวงการสุขภาพยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน
ในยุคที่ผู้คนสนใจการมีอายุยืน สุขภาพดี และชะลอวัยมากขึ้น งานวิจัยเบื้องต้นเพียงไม่กี่ชิ้น สามารถถูกขยายต่อผ่านพอดแคสต์ อินฟลูเอนเซอร์ และแบรนด์อาหารเสริม จนกลายเป็นกระแสระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว
แต่ในอีกด้านหนึ่ง วงการวิทยาศาสตร์เองก็ยังคงตั้งคำถามและตรวจสอบข้อมูลใหม่อยู่ตลอดเวลา
รีเคลต์ ฮูทคูเปอร์ ระบุว่า เขายังเชื่อว่า N.A.D.+ อาจมีศักยภาพทางการแพทย์ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคพันธุกรรมบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญของเซลล์
แต่สำหรับคนสุขภาพดีทั่วไป เขายังไม่เห็นเหตุผลชัดเจนว่าทำไมทุกคนจำเป็นต้องทานอาหารเสริมชนิดนี้
และนี่อาจเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญของวงการ Longevity ว่า “สิ่งที่กำลังเป็นกระแส” อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับ “สิ่งที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนแล้ว” เสมอไป
อ้างอิง nytimes

