วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

วิจัยชี้ “สมอง” พัฒนาได้ตลอดชีวิต ไม่ถดถอยตามอายุเสมอไป

วิจัยชี้ “สมอง” พัฒนาได้ตลอดชีวิต ไม่ถดถอยตามอายุเสมอไป

หลายคนอาจมีความเชื่อว่า เมื่ออายุมากขึ้น “สมองเสื่อม” คือเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผลการศึกษาชิ้นใหม่จากวารสารวิชาการ Nature Portfolio กำลังตั้งคำถามกับแนวคิดเดิมนี้อีกครั้ง

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports พบว่า สมองของมนุษย์อาจพัฒนาได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต และการถดถอยของสมองอาจไม่ได้ถูกกำหนดด้วย “อายุ” เพียงอย่างเดียว แต่อาจขึ้นอยู่กับวิธีใช้ชีวิต การฝึกคิด และพฤติกรรมดูแลสมองในแต่ละวัน

ทีมนักวิจัยจาก Center for BrainHealth ติดตามผู้เข้าร่วมเกือบ 4,000 คน อายุระหว่าง 19 - 94 ปี ต่อเนื่องนาน 3 ปี เพื่อศึกษาว่า การฝึกพฤติกรรมที่ดีต่อสมองสามารถเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้จริงหรือไม่

ผลลัพธ์ที่ได้ชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ผู้สูงอายุ หรือคนที่เริ่มต้นด้วยคะแนนสุขภาพสมองต่ำ ก็ยังสามารถพัฒนาศักยภาพของสมองให้ดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการฝึกเล็ก ๆ อย่างสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน

‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนผู้อ่านสำรวจงานวิจัยที่กำลังเปลี่ยนมุมมองต่อ “สมองเสื่อมตามวัย” และอาจทำให้เราเริ่มมองสุขภาพสมองในฐานะสิ่งที่ “พัฒนาได้” มากกว่าสิ่งที่ต้องรอเสื่อมลงตามอายุ

วิจัยชี้ “สมอง” พัฒนาได้ตลอดชีวิต ไม่ถดถอยตามอายุเสมอไป

งานวิจัยชี้ สมองพัฒนาได้ต่อเนื่อง ไม่มีเพดานตายตัว

งานวิจัยนี้ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Brain Health Index หรือ BHI ดัชนีวัดสุขภาพสมองแบบองค์รวมที่พัฒนาโดยนักวิจัยจาก Center for BrainHealth ซึ่งแตกต่างจากการประเมินสุขภาพสมองทั่วไปที่มักเน้นค้นหาความผิดปกติหรือภาวะเสื่อม เพราะ BHI ถูกออกแบบมาเพื่อวัด “ศักยภาพของสมอง” และความสามารถในการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านทั้งด้านการคิด อารมณ์ และความเชื่อมโยงทางสังคม

BHI ประเมินสุขภาพสมองผ่าน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

  • Clarity หรือความสามารถในการคิด การโฟกัส และการประมวลผลข้อมูล
  • Connectedness หรือความรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้คนและเป้าหมายในชีวิต
  • Emotional Balance หรือความยืดหยุ่นทางอารมณ์และความสามารถในการรับมือความเครียด

ผลการติดตามพบว่า ผู้เข้าร่วมแทบทุกช่วงวัยมีคะแนนสุขภาพสมองดีขึ้นเมื่อฝึกพฤติกรรมที่ช่วยส่งเสริมสมองอย่างต่อเนื่อง แม้แต่กลุ่มที่มีคะแนนสูงอยู่แล้วก็ยังสามารถพัฒนาต่อได้ สะท้อนว่า “ศักยภาพของสมอง” อาจไม่มีเพดานตายตัวอย่างที่เคยเชื่อกัน

งานวิจัยยังพบว่า ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสมองได้ดีที่สุดคือการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องกับเครื่องมือฝึกสมองและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น

  • การเรียนรู้เชิงกลยุทธ์ (Strategy-based learning) ที่ช่วยพัฒนาทักษะการคิด
  • การมีโค้ชหรือผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำและกระตุ้นการฝึกฝน
  • รวมถึงการสร้างนิสัยที่ดีต่อสุขภาพสมองผ่านการปรับวิถีชีวิตในด้านต่าง ๆ

นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ว่า “ความตระหนักรู้และการลงมือทำด้วยตนเอง” หรือ Self-agency เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการพัฒนาสมอง และการเปลี่ยนแปลงนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยไม่จำกัดอายุ เพศ หรือระดับการศึกษา ตั้งแต่อายุ 19 ไปจนถึง 94 ปีเลยทีเดียว

วิจัยชี้ “สมอง” พัฒนาได้ตลอดชีวิต ไม่ถดถอยตามอายุเสมอไป

คนที่เริ่มต้นแย่ที่สุด กลับพัฒนาได้มากที่สุด

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของงานวิจัย คือ กลุ่มที่เริ่มต้นด้วยคะแนนสุขภาพสมองต่ำ กลับเป็นกลุ่มที่มีอัตราการพัฒนาสูงที่สุด ผลลัพธ์นี้ชี้ว่า สุขภาพสมองที่ไม่ดีในวันนี้อาจไม่ได้เป็นสิ่งถาวร แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ผ่านการฝึกและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

แซนดรา บอนด์ แชปแมน (Sandra Bond Chapman) ผู้อำนวยการของ Center for BrainHealth และศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย UT Dallas อธิบายว่า

“ที่ผ่านมา เรามักเชื่อว่าเราควรรอให้สมองมีปัญหาก่อน จึงค่อยเริ่มดูแลมัน แต่งานวิจัยนี้กำลังย้ำว่า สมองไม่ได้ถูกนิยามด้วยอายุ แต่นิยามด้วยความเป็นไปได้”

เธอยังเสริมว่า มนุษย์อาจประสบความสำเร็จในการยืดอายุขัยไปแล้ว แต่ความท้าทายต่อไปคือ “ทำอย่างไรให้สมองยังคงพัฒนาและใช้งานได้ดีไปพร้อมกับอายุที่ยืนยาวขึ้น”

แค่วันละ 5 - 15 นาที ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้

การพัฒนาสมองในงานวิจัยนี้ไม่ได้เกิดจากโปรแกรมซับซ้อนหรือการฝึกหนักหลายชั่วโมง แต่เกิดจาก “micro-training” หรือการฝึกสมองสั้น ๆ เพียงวันละประมาณ 5 - 15 นาที ควบคู่กับการสร้างนิสัยที่ดีต่อสมองในชีวิตประจำวัน ผู้เข้าร่วมที่ฝึกอย่างสม่ำเสมอ มีแนวโน้มได้คะแนนสุขภาพสมองสูงที่สุด

แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานวิจัยด้าน neuroplasticity หรือ “ความยืดหยุ่นของสมอง” ที่พบว่า สมองสามารถสร้างเส้นทางการเชื่อมต่อใหม่ได้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะเมื่อมีการเรียนรู้ ฝึกคิด หรือทำกิจกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง

สมองฟื้นตัวได้ แม้ในช่วงชีวิตที่เครียดหนัก

อีกหนึ่งสิ่งที่ทีมวิจัยพบคือ “rebound effect” หรือความสามารถของสมองในการฟื้นตัวกลับมาได้ แม้อยู่ในช่วงเวลาที่เผชิญความเครียดหนัก เช่น การเจ็บป่วย หรือการตกงาน

ผู้เข้าร่วมหลายคนยังสามารถรักษาหรือเพิ่มระดับสุขภาพสมองได้ ผ่านการใช้กลยุทธ์ด้านความคิดและการจัดการอารมณ์ ผลลัพธ์นี้สะท้อนว่า สมองอาจไม่ใช่อวัยวะที่ “คงที่” แต่เป็นระบบที่สามารถฝึก ปรับตัว และพัฒนาใหม่ได้ตลอดเวลา

สุขภาพสมอง อาจเป็น “การลงทุนระยะยาว” ที่สำคัญที่สุด

งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ The BrainHealth Project ซึ่งศึกษาวิธีพัฒนาสมองของมนุษย์ในระยะยาว ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และแอปพลิเคชันที่รวมทั้งการฝึกกลยุทธ์ความคิด คำแนะนำด้านไลฟ์สไตล์ การโค้ชเฉพาะบุคคล และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

นักวิจัยมองว่า แนวคิดเรื่อง “สุขภาพสมองเชิงรุก” อาจกลายเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของสาธารณสุขยุคใหม่ เพราะช่วยให้ผู้คนดูแลสมองก่อนเกิดปัญหา แทนที่จะรอรักษาเมื่อสมองเริ่มเสื่อมแล้ว

หนึ่งในข้อความสำคัญที่สุดจากงานวิจัยนี้ อาจไม่ใช่แค่เรื่อง “สมองเสื่อมหรือไม่เสื่อม” แต่คือการย้ำว่า ไม่ว่าอายุจะเท่าไร สมองของมนุษย์ยังคงมี “ศักยภาพในการเติบโต” ได้มากกว่าที่เราเคยคิด

 

อ้างอิง centerforbrainhealth , nature