background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ความในใจ! นายจ้างสงสัยทำไม ‘Gen Z’ ชอบ สร้างเรื่อง ‘น่าปวดหัว’

ความในใจ! นายจ้างสงสัยทำไม ‘Gen Z’ ชอบ สร้างเรื่อง ‘น่าปวดหัว’

บางคนมองว่าพนักงานรุ่นใหม่ชาว “Gen Z” ชอบทำตัวเรื่องเยอะจนนายจ้างกุมขมับ! ทั้งไม่มีความสุขกับการทำงาน, ลาออกบ่อย, เรียกร้องสิทธิมากไป ฯลฯ ประเด็นเหล่านี้จริงเท็จแค่ไหน ? แล้วจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ? เพื่อให้ทุกช่วงวัยทำงานร่วมกันได้ราบรื่น

Key Points:

  • “Gen Z” เป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญต่อตลาดแรงงานเป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องความรู้ความสามารถ และการพัฒนาองค์กรให้ก้าวทันโลกอนาคต
  • ปัญหาสำคัญที่หลายองค์กรกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ก็คือ คนทำงานรุ่นใหม่มักไม่พอใจกับการทำงานและพากันลาออก สร้างความไม่มั่นคงให้กับองค์กร และถูกมองว่าเป็นกลุ่มพนักงานที่ชอบทำตัวเรื่องเยอะ!
  • การแก้ปัญหาเบื้องต้นกรณีแห่ลาออกของชาว Gen Z อาจต้องเริ่มต้นจากการสื่อสารกับพนักงานอย่างตรงไปตรงมา และพยายามทำความเข้าใจช่องว่างระหว่างวัย

เคยสังเกตกันไหมว่าบรรดาพนักงานออฟฟิศที่เป็นคนรุ่นใหม่ หรือ เด็ก Gen Z ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อยู่เสมอ กลับเป็นกลุ่มคนที่มีปัญหากับ “นายจ้าง” ค่อนข้างมาก และยังตัดสินใจ “ลาออก” ได้ง่ายหากพวกเขารู้สึกว่าไม่มีความสุขกับการทำงานและเจอองค์กรใหม่ที่เขาเชื่อว่าจะมีความสบายใจกับการทำงานมากกว่า

สำหรับชาว “Gen Z” หรือ “Generation Z” เป็นคนที่เกิดช่วงปลายศตวรรษ 1990 (ระหว่างปี 1997-2012) มีชื่อเล่นว่า “Zoomers” ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของตลาดแรงงานทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ เพราะพวกเขาคือกลุ่มแรงงานที่จะมาทดแทนคนรุ่นเก่าทั้งในแง่การทำงานและการพัฒนาประเทศ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ กลับมีรายงานผลสำรวจของ Yahoo Finance พบว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้กลายเป็นคนที่ไม่มีความสุขกับการทำงานมากกว่าพนักงานรุ่นอื่นๆ และบางคนยังสร้างเรื่องน่าปวดหัวให้กับนายจ้างอีกด้วย ทำให้บางครั้งพวกเขาถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ “หนักไม่เอา เบาไม่สู้” เนื่องจากเปลี่ยนงานบ่อยและเรียกร้องความยืดหยุ่นในการทำงาน

  • เพราะอะไร? คนรุ่นใหม่ “Gen Z” จึงไม่มีความสุขกับการทำงาน

ในบรรดาคนวัยทำงานทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ Baby Boomer, Gen X, Gen Y และ Gen Z พบว่า พนักงาน “Gen Z” เป็นกลุ่มที่ไม่มีความสุขจากการทำงานมากที่สุด เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ใช้ชีวิตส่วนตัว หรือไม่มีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ชอบหลังเลิกงาน เนื่องจากทำงานมากเกินไป รวมถึงรู้สึกว่าการทำงานในแต่ละวันเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดและหนักใจ ทำให้วัยทำงานรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะมองหางานใหม่ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ตนเองมากขึ้นและพร้อมที่จะ “ลาออก” จากงานปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา

อีกทั้งมีจากผลสำรวจของ Bankrate ก็สะท้อนไปในทิศทางเดียวกันว่า ชาว “Gen Z” มีแนวโน้มที่จะลาออกจากงานมากกว่าคนรุ่นอื่น นอกจากนี้ยังพบว่าคนเหล่านี้มีแนวโน้มสูงที่จะหางานใหม่ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ส่วนกลุ่ม Gen X อยู่ที่ 43% Gen Y 28% และ Baby Boomer 13% ทั้งนี้ เป็นการสำรวจจากคนวัยทำงาน (ทุกช่วงวัย) ในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด 2,417 คน

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจาก Business Insider ที่ระบุว่า พนักงานออฟฟิศ Gen Z ที่มีอายุน้อยกว่า 26 ปี ประมาณ 27% จะกลายเป็นกลุ่มหลักๆ ของ “การลาออกครั้งใหญ่ (The Great Resignation)” เพราะพวกเขารู้สึกว่าไม่พอใจกับการทำงานแบบเก่า และมองว่างานไม่จำเป็นต้องอยู่ในโครงสร้าง 9 : 5 หรือ เริ่มงาน 9 โมงเช้าและเลิกงาน 5 โมงเย็น เพราะสามารถทำงานให้เสร็จได้ในเวลาที่เหมาะสม และใช้เวลาที่เหลือเพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ เพื่อสมดุลชีวิต

ในขณะที่ผลสำรวจของ Bankrate ก็พบเช่นกันว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ประมาณ 61% มีแนวโน้มต้องการความยืดหยุ่นในการทำงานจากนายจ้างเพิ่มขึ้นอีกด้วย เช่น ทำงานที่บ้าน หรือ ไม่จำเป็นต้องเข้างานตามเวลาที่กำหนด แต่ก็ยังสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะความยืดหยุ่นนั้นช่วยให้พนักงานรุ่นใหม่เหล่านั้นมีความสบายใจ และสามารถแบ่งเวลาในการทำงานสลับกับกิจกรรมอื่นๆ ได้ เพราะพวกเขามองว่าจะทำงานก็ต่อเมื่ออยากทำงาน และนั่นอาจเป็นปัญหาสำหรับนายจ้างที่ยังเคยชินกับการทำงานในระบบเดิมๆ อยู่

ดังนั้นปัญหาที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีความสุขกับการทำงานเท่าไรนัก อาจเป็นเพราะมีความคิดว่า เวลาในหนึ่งวันนั้นไม่ควรทุ่มเทไปกับการทำงานเพียงอย่างเดียว และหากรู้สึกว่าไม่พอใจในตัวงาน ณ ปัจจุบันก็พร้อมที่จะออกไปหางานใหม่ทันที

  • ผู้บริหารควรรับมืออย่างไรเมื่อคนรุ่นใหม่แห่ลาออก

ปัญหากรณีคนรุ่นใหม่ชาว Gen Z ที่ตัดสินใจลาออกแบบง่ายๆ นั้น ถือว่ามีความสำคัญต่อผู้บริหารและองค์กรมากพอสมควร เนื่องจากปัจจุบันแต่ละองค์กรเองก็ต้องพึ่งพาความรู้ความสามารถของคนรุ่นใหม่ เพื่อใช้ในการพัฒนาองค์กรที่ต้องมีการแข่งขันสูงอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นเมื่อพนักงาน Gen Z ต่างพากันลาออกจำนวนมากๆ ในระยะเวลาสั้นๆ จึงส่งผลให้เหล่านายจ้างต้องสูญเสียเงินเป็นจำนวนมากต่อการลาออกของพนักงาน 1 คน เรียกได้ว่าเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับนายจ้างเลยทีเดียว นั่นก็เพราะว่าการเปลี่ยนพนักงาน 1 คน อาจทำให้บริษัทเสียค่าใช้จ่าย 1-2 เท่า ของเงินเดือนของพนักงานคนนั้นๆ

เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้บริหารเองจึงจำเป็นต้องเริ่มทำความเข้าใจพนักงานกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น ซึ่งคน Gen Z เอง ก็ต้องมีมุมที่ปรับตัวเข้าหาคนรุ่นอื่นๆ ในองค์กรเช่นกัน เพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและลดปัญหาหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากทรัพยากรมนุษย์

  • เปิดกลยุทธ์จูงใจชาว “Gen Z” นายจ้างต้องสื่อสารอย่างจริงใจ!

โดยจุดเริ่มต้นที่จะสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่มีความรู้สึกอยากทำงานมากขึ้น ก็คือ การพูดคุยกับพวกเขาอย่างตรงไปตรงมาเพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ชัดเจน และที่สำคัญ.. นายจ้างจำเป็นต้องอธิบายให้พนักงานรุ่นใหม่เหล่านี้เข้าใจว่า พวกเขามีส่วนสำคัญอย่างไรและทำอะไรได้บ้างเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพของตน ไปจนถึงในภาพรวมขององค์กร และองค์กรเองก็พร้อมจะสนับสนุน รับฟัง และให้คำปรึกษากับพนักงานเช่นกัน

อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ นายจ้างเองก็จำเป็นจะต้องพยายามเข้าใจด้วยว่าความต้องการเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นนั้น ไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่เป็นคนขี้เกียจหรือว่าเอาแต่ใจ แต่คนรุ่นใหม่เองมีความมั่นใจเช่นกันว่าพวกเขาสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่และมีอุปกรณ์พร้อมทำงานได้ที่บ้าน ไม่ต่างจากการทำงานที่ออฟฟิศ ขณะเดียวกัน ตัวพนักงาน Gen Z เองก็ต้องเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศเป็นบางครั้งด้วย เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

นอกจากนี้ การสื่อสารระหว่างพนักงานแต่ละรุ่นภายในองค์กร ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เข้าออฟฟิศ แต่ก็สามารถสื่อสารทางออนไลน์กันได้อย่างสะดวกสบาย โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มหรือเครื่องมือที่ใช้สำหรับ การประชุม การส่งงาน หรือ การตรวจงาน เป็นต้น เพียงเท่านี้ก็ทำให้พนักงานแต่ละช่วงวัยไม่พลาดการสื่อสารระหว่างกัน และทำให้ตัวงานคืบหน้าได้โดยไม่ติดขัดเรื่องสถานที่อีกด้วย

อ้างอิงข้อมูล : BankrateBusiness Insider และ Yahoo Finance