background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

กสศ. เปิดข้อมูล “เด็กไทย” ยากจนพิเศษ รายได้ครัวเรือน เหลือ 34 บาท ต่อวัน

กสศ. เปิดข้อมูล “เด็กไทย” ยากจนพิเศษ รายได้ครัวเรือน เหลือ 34 บาท ต่อวัน

ถือเป็นอีกข้อมูลสำคัญที่น่าเป็นห่วงสำหรับอนาคต “เด็กไทย” เมื่อข้อมูล กสศ. ล่าสุดปี 2565 พบความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นปัญหาหลักที่ทำให้เด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกขั้นพื้นฐาน

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยข้อมูลประจำปี 2565 เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พบว่า จากภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 มีเด็กนักเรียนในระดับการศึกษาภาคบังคับ (อนุบาล – ม.3) ประมาณ 9 ล้านคน อยู่ในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และพบว่า ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563-2565 มีนักเรียนยากจนพิเศษในระดับการศึกษาภาคบังคับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 มีนักเรียนยากจนพิเศษจำนวน 994,428 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 มีจำนวน 1,174,444 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 มีจำนวน 1,244,591 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 มีจำนวน 1,301,366 คน และล่าสุดในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 มีจำนวนมากถึง 1,307,152 คน

ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นสิ่งที่อยู่กับสังคมไทยมานาน และไม่ว่ารัฐบาลใดจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ แต่ก็ยังมีเด็กไทยอีกหลายคนตกหล่นและหลุดออกจากระบบการศึกษาไปในที่สุด

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “นักเรียนยากจนพิเศษ” คือ นักเรียนยากจนที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ จากระบบปัจจัยพื้นฐานนักเรียน โดยมาจากครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ย 1,200 บาท ต่อคนต่อเดือน แต่จากข้อมูลล่าสุดพบว่า บางครอบครัวมีรายได้เพียงเดือนละ 1,044 บาท หรือเพียงวันละ 34 บาท เท่านั้น

กสศ. เปิดข้อมูล “เด็กไทย” ยากจนพิเศษ รายได้ครัวเรือน เหลือ 34 บาท ต่อวัน ภาพรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน จาก กสศ.

  • เมื่อเด็กและเยาวชนอยู่ใต้เส้นความยากจน

สำหรับ “เส้นความยากจน” เป็นเครื่องมือสำหรับใช้วัดภาวะความยากจน ใช้วิธีคำนวณจากต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายของปัจเจกบุคคลในการได้มาซึ่งอาหารและสินค้าบริการจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต

เมื่อพิจารณาจากรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบเด็กและเยาวชนอายุ 3-14 ปี มากกว่า 2.5 ล้านคน อยู่ใต้เส้นความยากจน เนื่องจากครอบครัวมีรายได้ต่อเดือนไม่ถึง 2,762 บาทต่อคน และหากเปรียบเทียบข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษของ กสศ. ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ถึงปีการศึกษา 2565 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของนักเรียนยากจนพิเศษลดลงมากถึงร้อยละ 5

ดังนั้นปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นไปจนถึงอัตราเงินเฟ้อ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองของเด็กมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้นและอาจไม่เพียงพอต่อการส่งลูกหลานเรียนหนังสือ ที่น่าเป็นห่วงมากไปกว่านั้นคือ เด็กบางคนต้องลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยครอบครัวทำงานหาเงิน ทำให้พลาดโอกาสทางการศึกษาไป

จากข้อมูลแหล่งรายได้ของครอบครัวนักเรียนยากจนพิเศษ พบว่ารายได้ของผู้ปกครองร้อยละ 59 มาจากสวัสดิการรัฐและเอกชน รองลงมาร้อยละ 53.9 คือเงินเดือนหรือค่าจ้าง นอกจากนี้ปัญหาของนักเรียนยากจนพิเศษคือ สภาพครัวเรือนที่มีภาระพึ่งพิง มีผู้พิการ เจ็บป่วยเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ครอบครัวของเด็กเหล่านี้อยู่ใต้เส้นความยากจน

  • ทำอย่างไรไม่ให้ “เด็กไทย” หลุดจากระบบการศึกษา?

ปัญหาเด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกษาไม่ได้ส่งผลเสียแค่กับตัวเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อประเทศในระยะยาวอีกด้วย โดยมีรายงานจากยูนิเซฟระบุไว้ว่า เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา 500,000 คน จะส่งผลต่อมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศถึง 1.7% ของ GDP หรือคิดเป็น 6,520 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้การศึกษายังเป็นตัวแปรสำคัญของรายได้อีกด้วย จากผลสำรวจระดับการศึกษาของผู้ปกครองนักเรียนยากจนพิเศษภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โดย กสศ. พบว่ามากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ปกครองนักเรียนยากจนพิเศษ จบการศึกษาสูงสุดเพียงระดับประถมศึกษา และมีค่าเฉลี่ยรายได้อยู่ที่ 1,949-3,372 บาท/เดือน

โดยประชากรกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 11 ล้านคน ดังนั้นหากสามารถทำให้นักเรียนยากจน 2.5 ล้านคน เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้ ก็จะส่งผลให้ในอนาคตมีรายได้สูงถึงฐานภาษี รวมถึงส่งเสริมคุณภาพชีวิต อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นทาง กสศ. ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาไว้ดังนี้

1. ปรับปรุงอัตราเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน (เรียนฟรี 15 ปี)  แบ่งเป็น

- ระดับอนุบาล 1,000 บาท

- ระดับประถม 1,000 บาท

- ระดับมัธยมต้น 4,000 บาท

- ระดับมัธยมปลาย 9,000 บาท

2. ปรับปรุงอัตราทุนเสมอภาค ตั้งแต่ระดับการศึกษาปฐมวัย-มัธยมปลาย โดยจัดให้รายหัว ดังนี้

- ระดับอนุบาล 4,000 บาท

- ระดับประถม 5,100 บาท

- ระดับมัธยมต้น 4,500 บาท

- ระดับมัธยมปลาย 9,100 บาท

เนื่องจากที่ผ่านมา 14 ปี ไม่เคยมีการปรับวงเงินอุดหนุนเด็กยากจน-ยากจนพิเศษ ให้สอดคล้องค่าครองชีพและภาวะเงินเฟ้อ ทำให้รายจ่ายของผู้ปกครองไม่สอดคล้องกับรายได้

3.  ติดตามผลการคงอยู่ในระบบการศึกษาของผู้เรียนและการศึกษาต่อ หลังขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงพัฒนาการด้านกายภาพและการเรียนรู้

4.  เชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลและระบบส่งต่อการทำงานและติดตามนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ป้องกันการหลุดออกจากระบบซ้ำ โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง 7 กระทรวง เพื่อต่อยอดจากโครงการพาน้องกลับมาเรียน

5. ทำมาตรการสร้างแรงจูงใจเพื่อส่งเสริมการระดมงบประมาณและทรัพยากร จาก อปท. และการบริจาคจากภาคเอกชนเพื่อลดภาระทางการคลังของประเทศ

ปัญหาเรื่องการศึกษานั้นจำเป็นต้องแก้ไขในหลายมิติไปพร้อมกัน ตั้งแต่ปัญหาครอบครัวไปจนถึงปัญหาเศรษฐกิจ โดยในโรงเรียนต้องมีสื่อการเรียนการสอนที่จำเป็นต่อการเรียนที่เพียงพอ ที่สำคัญต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เด็กที่มาจากครอบครัวยากจนว่า การศึกษาที่สูงขึ้นนอกจากจะแก้ปัญหาความยากจนได้ ยังเป็นหลักประกันสำคัญของแต่ละครอบครัว และหลักประกันของการพัฒนาประเทศในอนาคตด้วย

อ้างอิงข้อมูล : รายงานฉบับพิเศษ สถาณการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2565