วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตามรอยพ่อฯ  สู้วิกฤต'โควิด-19'

วิถีเศรษฐกิจพอเพียง น่าเป็นอีกทางเลือกของคนในสังคมยุคโรคระบาด ปลูกสิ่งที่กิน กินสิ่งที่ปลูก

 

ด้วยสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่2019หรือโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อแล้วกว่าสามล้านคนและสูญเสียชีวิตกว่าสองแสนคน ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบไม่น้อยเช่นกัน รัฐบาลได้ประกาศมาตรการรับมือกับการระบาดของโควิด-19อย่างต่อเนื่องและเข้มข้น เพื่อหยุดการระบาดให้ได้เร็วที่สุดและประชาชนสูญเสียชีวิตน้อยที่สุด

โครงการ“พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” (ตามรอยพ่อฯ) จากความร่วมมือของสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และหน่วยงานเอกชน ที่กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 การดำเนินงานจึงจัดกิจกรรมสนทนาสดออนไลน์ผ่านทางเฟซบุ๊ค ในหัวข้อ “ตามรอยพ่อฯ สู้วิกฤตโควิด-19รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจว่าศาสตร์พระราชาคือแนวปฏิบัติที่เป็นทางรอดในทุกวิกฤต ตลอดจนแนวทางการใช้ศาสตร์พระราชาเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด-19ในครั้งนี้ ซึ่งหลังจากนี้ โครงการฯ พวกเขาจะเดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้และตัวอย่างความสำเร็จของผู้ที่นำศาสตร์พระราชาไปปฏิบัติ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่อง

 

IMG_0178  

วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก และที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวแนะทางรอดจากวิกฤตโควิด-19 ด้วยศาสตร์พระราชาว่า ขณะนี้ประเทศกำลังเผชิญวิกฤต4ด้าน ทั้งวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งโรคระบาด ภัยแล้ง หมอกควัน วิกฤตด้านเศรษฐกิจ วิกฤตความเหลื่อมล้ำทางสังคม และวิกฤตด้านการเมือง ซึ่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือเสาหลักในการกู้วิกฤตทั้ง4ด้านนี้ได้ 

"ต้องปรับแนวความคิดการดำเนินชีวิตใหม่จากการมุ่งเน้นหาเงินทองเป็นการสร้างพื้นฐานปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคให้พอกิน พอใช้ พออยู่ และพอร่มเย็นสำหรับข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวในภาวะวิกฤตโควิด-19คือ การอยู่ในฐานที่มั่นของตัวเอง พึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด สร้างภูมิต้านทานทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ อาหารที่เราปลูกเอง โดยไม่ใช้สารเคมี สร้างแหล่งน้ำของตัวเอง เพียงเท่านี้ไม่เพียงตัวเองรอด สังคมก็อยู่รอด ประเทศชาติก็จะอยู่รอดด้วย

 คนเมืองและชนบทสามารถนำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติได้ทั้งคู่ โดยคนเมืองซึ่งมีอยู่ประมาณ30 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่คอนโดมิเนียมอยู่หอพัก หรือคนมีที่ดิน50ตารางวาอาจเริ่มด้วยการพึ่งพาตัวเองเช่น การปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ หรือการทำน้ำยาต่าง ๆ ใช้เอง เป็นต้น 

ส่วนคนอีก70 เปอร์เซ็นต์ที่อยู่ในชนบทและเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็ปรับพื้นที่ทำการเกษตรตามแนวทาง‘โคก หนอง นา’โมเดล เพื่อให้มีน้ำกินน้ำใช้ เพียงพอตลอดทั้งปี มีอาหารการกินไม่ต้องไปซื้อไปหา ซึ่งหากลงมือทำได้ จะมีกินมีใช้ไม่อดอยาก สามารถผ่านทุกวิกฤตได้แน่นอน”

ทางด้านอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด ที่เข้าร่วมกิจกรรมเกือบทุกครั้ง บอกว่า วิกฤตครั้งนี้ พวกเราอยากน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการบริหารจัดการ ดิน น้ำ ป่า และพัฒนาคน มาเผยแพร่ให้ประชาชน เกิดความตระหนัก และนำไปสู่การปฏิบัติ

"วิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้ เราต้องร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าสถานการณ์นี้ไปได้ ในช่วง3 เดือนนี้ ตัั้งแต่เมษายน-มิถุนายน โครงการตามรอยพ่อฯ จะมุ่งเน้นผลิตสื่อต่าง ๆ ที่เป็นองค์ความรู้ เป็นแรงบันดาลใจเพื่อให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ โดยเผยแพร่ทางออนไลน์หลายช่องทาง”

      IMG_0169  

ส่วน ฌอน บูรณะหิรัญ นักเขียน นักคิด และตัวแทนคนรุ่นใหม่ ที่มาเรียนรู้การใช้ศาสตร์พระราชาเพื่อแก้ปัญหาดิน น้ำ ป่า กับทางโครงการฯ ตั้งแต่ปีที่แล้ว บอกว่า เขามีเป้าหมายอยู่แล้วว่าอยากอุทิศตนทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อให้โลกใบนี้ดีขึ้น เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันวิกฤตมาก ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นPM 2.5น้ำท่วม ภัยแล้ง

"เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมมีโอกาสไปเรียนรู้ที่บ้านใหม่ภูคา จ.น่าน ไปเห็นเขาหัวโล้นด้วยตาของตนเอง ได้รู้ต้นเหตุของปัญหาว่าการรุกทำลายป่าเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว ส่งผลกระทบมากมายต่อทุกคนในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เมื่อป่าถูกทำลายไม่มีต้นไม้มาซับน้ำให้ภูเขา เกิดดินถล่ม ดินตะกอนไหลไปทับถมในแม่น้ำและในเขื่อนทำให้ตื้นเขิน เก็บน้ำไม่ได้ หน้าแล้งก็ไม่มีน้ำใช้ พอฝนตกมากก็ท่วมไปถึงกรุงเทพฯ เพราะไม่มีที่เก็บน้ำ

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผมได้พาเพื่อน ๆ ไปเอามื้อที่ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ก็ได้ไปช่วยขุดคลองไส้ไก่ สร้างหลุมขนมครกให้เป็นที่เก็บน้ำบนภูเขาสูง พอขุดเสร็จ เขาก็ปล่อยน้ำเข้ามา ซึ่งน่าตื่นเต้นมากที่เห็นน้ำไหลไปตามพื้นที่ที่เราขุดไว้ เราสามารถเก็บน้ำได้ บังคับน้ำให้ไหลไปตามพื้นที่ที่เราต้องการได้ ทำให้เห็นว่าไม่ว่าพื้นที่แบบไหนถ้าเรามีความรู้ และลงมือทำจริง ๆ เราก็สามารถเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้ปลูกพืชได้ สร้างความอุดมสมบูรณ์ได้ และที่สำคัญก็จะมีกิน มีใช้ พึ่งพาตัวเองได้ โดยไม่ต้องไปรุกทำลายป่าและเผาป่า ทำให้เกิดปัญหาPM 2.5ซึ่งในภาคเหนือรุนแรงขึ้นทุกปีจนเกินกว่าที่มนุษย์จะอยู่ได้แล้ว ผมจึงเห็นว่าเราต้องช่วยกันรณรงค์อย่างจริงจัง”

ผู้สนใจกิจกรรมดูได้ที่ www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking