วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดมุมมอง 'อนาคตวงการแพทย์ไทย ในยุค AI' สะท้อน 3 ผู้นำระดับโลกในงาน IMF

เปิดมุมมองผู้นำระดับโลกจากงานประชุม IMF - World Bank 2006  “AI กำลังเปลี่ยนโลก” อนาคตวงการแพทย์ไทยจะไปทางไหน?

KEY POINTS

  • แพทยศาสตรศึกษาต้องเปลี่ยน ไม่ใช่เน้นการจดจำความรู้เป็นหลักเหมือนในอดีต แต่ต้องเพิ่มทักษะการคิดวิเคราะห์ การใช้เทคโนโลยี การตรวจสอบความถูกต้อง และการควบคุมการใช้ AI อย่างเหมาะสม
  • อนาคตของวงการแพทย์ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนแพทย์หรือเปิดโรงเรียนแพทย์เพิ่ม แม้บางพื้นที่ยังขาดแคลนแพทย์ สิ่งที่เราต้องการ คือ แพทย์ที่มีคุณภาพ มีทักษะใหม่ พร้อมทำงานร่วมกับเทคโนโลยี และสามารถใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย
  • แพทยสภาในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของผู้มีความรู้ทั้งด้านการแพทย์ ดิจิทัล AI กฎหมาย และจริยธรรม เพื่อร่วมกันพัฒนามาตรฐานวิชาชีพและคุ้มครองผู้ป่วยให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลง

วันนี้ (13 ต.ค.2569)พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก “อิทธพร คณะเจริญ” เกี่ยวกับการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ว่าเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ในเวที Small AI: More and Better Jobs ผู้นำระดับโลก 3 ท่าน ได้สะท้อนอนาคตของ AI กับการทำงานไว้อย่างน่าสนใจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

เปิดฉาก IMF-World Bank ถึงเวลา ‘ขอบฟ้าใหม่’ CEO หวังไทยกลับสู่สายตาโลก

‘เมดพาร์ค’-มูลนิธิ PPGG เปิดเวทีคู่ขนาน IMF  ดันไทยผงาด ‘เมดิคัลฮับ’

AI กำลังเปลี่ยนโลก.. แล้วอนาคตวงการแพทย์ไทยจะไปทางไหน?

 

พล.อ.อ.นพ.อิทธพร ชวนคิดในมุมมองของวงการแพทย์ไทย มี 5 ประเด็น ดังนี้ 

1. AI จะช่วยบุคลากรทางการแพทย์ มากกว่าทดแทนทั้งหมด

Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์ มองว่าสาธารณสุขยังเป็นสาขาที่ต้องการบุคลากรอีกมาก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา

เพราะโลกกำลังมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น โรคเรื้อรังมากขึ้น ขณะที่เด็กเกิดน้อยลง คนวัยทำงานและผู้ดูแลในอนาคตมีแนวโน้มลดลง แต่ความต้องการบริการสุขภาพกลับเพิ่มขึ้น

AI จึงน่าจะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระงาน ให้แพทย์และพยาบาลดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น โดยมนุษย์ยังต้องรับผิดชอบการรักษา

สิ่งที่น่าคิดคือ ในระยะเปลี่ยนผ่าน เราจะเตรียมบุคลากรให้ทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างไร โดยไม่กระทบความปลอดภัยของผู้ป่วย

2. Small AI จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้มากขึ้น

Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ยกตัวอย่าง AI ขนาดเล็กที่ช่วยบุคลากรในคลินิกชุมชนประเมินโรคและสนับสนุนการส่งต่อผู้ป่วย

สำหรับประเทศไทย ผู้ป่วยจำนวนมากอาศัยอยู่ในชุมชน ไม่ใช่ใกล้โรงพยาบาลใหญ่ แพทย์เฉพาะทางกระจายตัวไม่ทั่วถึง ขณะที่งบประมาณและบุคลากรมีจำกัด

AI ที่ใช้ง่าย ราคาไม่แพง และทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือ อาจช่วยให้ประชาชนได้รับการดูแลเบื้องต้นที่ดีขึ้น ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น และส่งต่อได้เหมาะสมขึ้น

ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้ควรเริ่มศึกษาและทดลองใช้จริงในระบบบริการปฐมภูมิของไทย โดยมีแพทย์กำกับดูแลและประเมินผลอย่างเป็นระบบ

3. AI จะเปลี่ยนลักษณะงาน ไม่ใช่เพียงลดจำนวนคนทำงาน

Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF ระบุว่า งานประมาณ 40% ทั่วโลกอาจได้รับผลกระทบจาก AI ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพและการทดแทนงานบางส่วน ไม่ได้หมายความว่างานทั้งหมดนี้จะหายไป

วงการแพทย์ก็เช่นกัน ตั้งแต่การสรุปเวชระเบียน การวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ ไปจนถึงการสนับสนุนการวินิจฉัย งานบางส่วนอาจเปลี่ยนไปอย่างมาก

แพทยศาสตรศึกษาจึงต้องเปลี่ยน ไม่ใช่เน้นการจดจำความรู้เป็นหลักเหมือนในอดีต แต่ต้องเพิ่มทักษะการคิดวิเคราะห์ การใช้เทคโนโลยี การตรวจสอบความถูกต้อง และการควบคุมการใช้ AI อย่างเหมาะสม

เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มวิชา AI ในหลักสูตร แต่ต้องปรับทั้งวิธีคิดของระบบการศึกษา ผู้สอน และผู้เรียนด้วย

4. การศึกษาแพทย์ต้องเปลี่ยน เพราะความรู้เปลี่ยนเร็วกว่าระบบการศึกษา

Tharman เน้นการเรียนรู้จากการทำงานจริง และการพัฒนาทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง

เพราะความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยี และแนวทางการรักษาเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้นมาก สิ่งที่เรียนในวันนี้บางส่วนอาจต้องปรับใหม่ในอีกไม่กี่ปี ขณะที่ AI ทำให้การเข้าถึงและประมวลผลความรู้ทำได้รวดเร็วกว่าเดิม

เราต้องยอมรับว่า วงรอบของความรู้สั้นลง การเรียนจบแพทย์หรือได้รับวุฒิบัตร ไม่ได้หมายความว่าความรู้จะเพียงพอไปตลอดชีวิต

การศึกษาต่อเนื่องจึงต้องเป็นเรื่องหลัก ไม่ใช่เรื่องเสริม ต้องทำให้แพทย์ทุกช่วงวัยเข้าถึงความรู้ใหม่ได้สะดวก ทั้งแพทย์จบใหม่ แพทย์ที่ทำงานมานาน และแพทย์อาวุโส

เช่นเดียวกับแนวทางเวชปฏิบัติและมาตรฐานการรักษา ที่ต้องมีระบบทบทวนปรับปรุงให้ทันต่อหลักฐานวิชาการใหม่ ๆ ซึ่งแพทยสภาและองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันพัฒนาให้ทัน

5. AI ต้องช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่สร้างความเหลื่อมล้ำใหม่

Ajay Banga และ Tharman ให้ความสำคัญกับการนำ AI ไปใช้ในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อเพิ่มโอกาสและลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยี

เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นห่วง เพราะโรงพยาบาลแต่ละแห่งมีทรัพยากรไม่เท่ากัน ทั้งจำนวนแพทย์ เครื่องมือ งบประมาณ และระบบดิจิทัล

โรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณสูง อาจเข้าถึง AI ได้รวดเร็วกว่าโรงพยาบาลชุมชน หากปล่อยให้เกิดขึ้นโดยไม่มีมาตรการรองรับ ความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพบริการอาจยิ่งเพิ่มขึ้น

ประเทศไทยจึงควรพัฒนาและสนับสนุน AI ที่เหมาะกับระบบสุขภาพของเรา ให้โรงพยาบาลชุมชนและหน่วยบริการปฐมภูมิเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย ไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะโรงพยาบาลใหญ่

แล้วแพทยสภาควรเตรียมพร้อมอย่างไร?

อนาคตของวงการแพทย์ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนแพทย์หรือเปิดโรงเรียนแพทย์เพิ่ม แม้บางพื้นที่ยังขาดแคลนแพทย์ แต่การเพิ่มจำนวนอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์โลกอนาคต

สิ่งที่เราต้องการคือแพทย์ที่มีคุณภาพ มีทักษะใหม่ พร้อมทำงานร่วมกับเทคโนโลยี และสามารถใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย

ไม่ใช่เฉพาะแพทย์รุ่นใหม่ แต่ต้องพัฒนาแพทย์ที่มีอยู่แล้วทุกช่วงวัยด้วย ซึ่งมีความสำคัญมาก*

การศึกษาต่อเนื่องจึงต้องเข้าถึงง่าย สะดวก ทันสมัย และเชื่อมโยงกับการทำงานจริง เพราะหากแพทย์ตามความรู้ไม่ทัน ย่อมอาจส่งผลต่อคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย

ที่ผ่านมาแพทยสภาได้เริ่มเตรียมความพร้อมด้านดิจิทัล ผ่านการพัฒนาหลักสูตร การสร้างเครือข่ายผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี และการส่งเสริมการเรียนรู้เรื่อง AI

โดยเฉพาะผ่านการตั้ง #สถาบันมหิตลาธิเบศร ซึ่งมุ่งพัฒนาความรู้และศักยภาพบุคลากรในมิติที่กว้างกว่าการแพทย์เพียงอย่างเดียว

เพราะสังเกตว่า ปัญหาสำคัญของวงการแพทย์ในอนาคตจำนวนไม่น้อย อาจไม่ได้เกิดจากการขาดความรู้ทางการแพทย์โดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การบริหารจัดการ กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และการเงิน ซึ่งต้องอาศัยคนที่มีความรู้หลากหลายด้านมาร่วมกันแก้ไข

แพทยสภาในอนาคตจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของผู้มีความรู้ทั้งด้านการแพทย์ ดิจิทัล AI กฎหมาย และจริยธรรม เพื่อร่วมกันพัฒนามาตรฐานวิชาชีพและคุ้มครองผู้ป่วยให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลง

โลกกำลังเข้าสู่สังคมที่มีผู้สูงอายุมากขึ้น คนวัยทำงานลดลง แต่ความต้องการดูแลสุขภาพกลับเพิ่มขึ้น ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด

นี่คือเหตุผลที่วงการแพทย์ไทยต้องเริ่มเรียนรู้และปรับตัวตั้งแต่วันนี้ครับ

“AI อาจช่วยให้แพทย์ทำงานเร็วขึ้น แต่ความรู้ จริยธรรม ความรับผิดชอบ และความเมตตา ยังเป็นหัวใจของการรักษาพยาบาลที่เทคโนโลยีทดแทนไม่ได้”

อ้างอิง: เฟสบุ๊ก "อิทธพร คณะเจริญ"