สธ.กางโรดแมปทรานส์ฟอร์มไทยแลนด์ ขับเคลื่อน “เมดเทค-ไบโอฮับ" โฟกัส 3 เรื่องใหญ่ “เอไอ- ATMPs-การแพทย์แม่นยำ” เปลี่ยนเกมสู่ผู้สร้างนวัตกรรมก้าวเป็นผู้เล่นหลักในตลาดโลก พร้อมดันเข้าสิทธิประโยชน์บัตรทอง เพิ่มการเข้าถึงของผู้ป่วย - เกิดอุตสาหกรรม New S-Curve ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน
KEY POINTS
- กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) วางโรดแมปผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีการแพทย์ และชีวภาพ (MedTech and Bio-Hub) ระดับโลก
- มุ่งเน้นการพัฒนา 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1) นวัตกรรมหุ่นยนต์ และ AI ทางการแพทย์ 2) ผลิตภัณฑ์การแพทย์ และนวัตกรรมขั้นสูง (ATMPs) และ 3) การแพทย์แม่นยำ และจีโนมิกส์
- มีเป้าหมายทรานส์ฟอร์มไทยแลนด์จากผู้ใช้เทคโนโลยีมาเป็นผู้สร้างนวัตกรรมสุขภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ New S-Curve ลดการนำเข้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพธุรกิจ RISE และ Seax ร่วมจัดงาน SEA Health Summit 2026 AI In Health and Longevity นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการ “Transforming Thailand into a Global MedTech and Bio-Hub”ว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)พร้อมขับเคลื่อนการทรานส์ฟอร์มประเทศไทยให้กลายเป็น Global MedTech และไบโอฮับ( Bio-Hub) โดย 1 ใน 7 เสาหลักสาธารณสุขไทย คือ นวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ
ทรานส์ฟอร์มไทย โฟกัส 3 เรื่องใหญ่
มุ่งเน้นโฟกัส 3 เรื่องใหญ่ คือ 1. Robotic & Medical Al นวัตกรรมอัจฉริยะ พลิกโฉมรูปแบบการรักษาด้วย AI และหุ่นยนต์การแพทย์ เพิ่มความแม่นยำ และประสิทธิภาพ 2.Medical Industry & ATMPs หนุนอุตสาหกรรมการแพทย์ไทย และนวัตกรรมขั้นสูง เพิ่มประสิทธิภาพ ลดการนำเข้า และ 3. Genomic & Precision Care ถอดรหัสพันธุกรรม ตรวจลึก รู้เร็ว รักษาตรงจุด เป็นเรื่องที่ภาครัฐ และสธ.พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ และผลักดันเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่แนวหน้าของโลก
“การทรานส์ฟอร์มไทยแลนด์ เพราะรัฐบาล และ สธ.มีวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยจะไม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่อนาคตเราต้องการที่จะเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีสุขภาพของโลก ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ ซึ่งจะเป็นความยั่งยืนของกระบวนการสาธารณสุข และจุดยืนประเทศไทยที่อยู่บนเวทีโลก จะเป็นอุตสาหกรรม New S-Curve ใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” นายพัฒนา กล่าว
การที่ สธ.วางวิสัยทัศน์ให้ไทยเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีสุขภาพ เนื่องจากภายใต้ปัจจัยเปลี่ยนโลกทั้งสังคมสูงวัย โรคอุบัติใหม่ โรคเดิมมีความสลับซับซ้อน และทุกคนอยากมีอายุยืนยาวขึ้นเป็นลองจิวิตี้(Longevity) มีอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดคือ จีโนมิกส์&การแพทย์แม่นยำ (Genomics & Precision Medicine) , วัคซีนและผลิตภัณฑ์ชีววัตถุ (Vaccines & Biologics) , เซลล์ และยีนบำบัด (Cell & Gene Therapy) และชีววิทยาสังเคราะห์ และการค้นพบยาด้วยเอไอ ( Synthetic Biology & Al Drug Discovery)
โดยปัจจุบันผู้เล่นสำคัญของโลกในเรื่องศูนย์กลางนวัตกรรมชีววิทยาศาสตร์ (Bio-Hub) มีทั้งสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร นี่คือโอกาสที่ประเทศไทยจะเข้าแข่งขัน และก้าวไปเป็นผู้เล่นในระดับสากลเช่นกัน
ลงทุนต่อเนื่องสร้างEcosystem
นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า การลงทุนที่ต่อเนื่อง และยาวนาน จะทำให้ไทยไปสู่เมดเทคและไบโอฮับ ซึ่งนโยบายรัฐในเรื่องนี้มีความต่อเนื่องแน่นอนพร้อมขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนทั้งในเรื่องการวิจัย การทดลองทางคลินิก การค้า และการผลิต โดยการเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมมือกับภาครัฐในการสร้างEcosystem เพื่อเพิ่มศักยภาพมากขึ้น
อาจจะเป็นรูปแบบเทคนิคอลทรานส์เฟอร์ หรือร่วมลงทุน หรือร่วมวิจัย หรือร่วมผลิต ขึ้นอยู่กับความสนใจ และต้องการของผู้ประกอบการเอกชน ทั้งนี้ มีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์โฟกัส 3 เรื่องข้างต้นคือ การแพทย์แม่นยำ&จีโนมิกส์ ,ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง(ATMPs) และเอไอทางการแพทย์(Medical AI)
จุดแข็งไทยพร้อมต่อยอด
นายพัฒนา กล่าวอีกว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่จุดเริ่มต้น แต่มีจุดแข็งที่พร้อมต่อยอดสู่ Bio-Hub และการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine )ได้อย่างเป็นรูปธรรม คือ การมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ทำให้มีฐานข้อมูลบริการขนาดใหญ่ของประเทศ ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ ครอบคลุมการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง มีเครือข่ายบริการสุขภาพทั่วประเทศ เหล่านี้เป็นฐานสำคัญในการขยายเทคโนโลยีสุขภาพอย่างเท่าเทียม
รวมถึง การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านจีโนมิกส์ (Genomic Infrastructure) มีโครงการ Genomics Thailand ระดับประเทศ พัฒนาฐานข้อมูลพันธุกรรมของประชากรไทย รองรับการแพทย์แม่นยำในหลายกลุ่มโรคสำคัญ พร้อมที่จะต่อยอดเช่นเดียวกัน
ผลักดันเข้าสิทธิประโยชน์บัตรทอง
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์ให้เข้าถึงประชาชน จะเป็นการดึงดูดการลงทุน และสร้างเศรษฐกิจสุขภาพไทย โดยมีแผนที่จะผลักดันให้นวัตกรรมที่ผ่านการวิจัย และได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าไปอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง โดยที่มีงบประมาณจากกองทุนบัตรทองรองรับ จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาใหม่ๆ โดยสู้กับโรคเพียงด้านเดียว ไม่ต้องสู้กับปัญหาด้านการเงิน
“ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ด สปสช.) ก็จะผลักดันงบประมาณให้เกิดการใช้จริง ขับเคลื่อนนวัตกรรมเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อนักวิจัยและนักลงทุน” นายพัฒนา กล่าว
ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน-เพิ่ม GDP
นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า การทรานส์ฟอร์มประเทศไทยจาก Healthcare สู่ Health Economy ด้วยการเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีการแพทย์ (MEDTECH) และไบโอฮับ(BIO-HUB) คาดหวังผลลัพธ์ในเรื่องลดการนำเข้าเทคโนโลยีขั้นสูง ,สร้างอุตสาหกรรม และ Startup หน้าใหม่ , ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ (FDI), สร้างงานทักษะสูง (High-value Jobs) และเพิ่ม GDP ของประเทศจากการส่งออกนวัตกรรม
“คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาใหม่ของโลก พร้อมกับประเทศไทยไม่ใช่ผู้ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่ต้องก้าวเป็นผู้สร้างนวัตกรรมทันโลก” นายพัฒนา กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





