โรงกลั่น-ปิโตรฯ ร่วงหนัก! TOP-PTTGC นำดิ่งกว่า 6% เซ่นน้ำมันโลกทรุด 8% หวั่น Q4 ขาดทุนสต็อก หลังตลาดคลายกังวลสงครามตะวันออกกลาง
KEY POINTS
- หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีร่วงลงอย่างหนัก นำโดย TOP (-6.61%) และ PTTGC (-6.15%) ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลงแรง
- สาเหตุหลักเกิดจากราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงราว 8% ในคืนเดียว หลังตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับสงครามในตะวันออกกลางที่อาจไม่ยืดเยื้อ
- ความกังวลเกี่ยวกับสงครามผ่อนคลายลงหลังจากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐฯ ทำให้ตลาดคาดว่าจะมีการเจรจากับอิหร่านมากขึ้น และลดโอกาสการใช้กำลังทหาร
- การที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความกังวลว่าบริษัทในกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2569
ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 5 พ.ย.2569 หุ้นกลุ่มโรงกลั่น และปิโตรเคมี กอดคอร่วง นำโดย
หุ้น TOP ร่วง 6.61% ลดลง 4.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 56.50 บาท
หุ้น PTTGC ร่วง 6.15% ลดลง 2.75 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 42.00 บาท
หุ้น IVL ร่วง 5.67% ลดลง 1.40 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 23.30 บาท
หุ้น IRPC ร่วง 4.62% ลดลง 0.12 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.48 บาท
หุ้น SPRC ร่วง 3.68% ลดลง 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 13.10 บาท
หุ้น PTTEP ร่วง 3.67% ลดลง 5.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 144.50 บาท
หุ้น PTT ร่วง 3.13% ลดลง 1.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 38.75 บาท
หุ้น BCP ร่วง 2.76% ลดลง 1.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 44.00 บาท
ณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การปรับตัวลดลงแรงของหุ้นกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และปิโตรเคมี เป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ร่วงลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงราว 8% ภายในคืนเดียว หลังตลาดตอบรับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ และประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางอาจไม่ยืดเยื้อ
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมียังมีความเสี่ยงจากการขาดทุนสต๊อกน้ำมัน เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2569
สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบ Brent ประเมินว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนปรับตัวขึ้นไปแตะระดับเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลง และยังมีช่องว่างให้พักฐานได้อีกประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บวกลบ
ขณะที่ปัจจัยด้านการเมืองสหรัฐฯ มองว่าการที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภา จะเป็นข้อจำกัดต่อการเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร เนื่องจากต้องผ่านการอนุมัติจากสภา ทำให้การใช้งบประมาณและกำลังทหารขนาดใหญ่เพื่อโจมตีอิหร่านเหมือนในอดีตทำได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีอำนาจวีโต้ (Veto) และสามารถสั่งการไปยังกระทรวงกลาโหมได้โดยตรง แต่ความชอบธรรมในการดำเนินการทางทหารที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากประเทศพันธมิตรต่าง ๆ อาจลดน้อยลง ส่งผลให้ประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งและความตึงเครียดทางการเมืองมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลง
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนลดน้ำหนักหรือสลับออกจากหุ้นกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และปิโตรเคมีไปก่อน หลังราคาน้ำมันดิบเปลี่ยนทิศทางปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยหุ้นกลุ่มดังกล่าวเป็นหุ้นที่ต้องเก็งกำไรตามทิศทางราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันเป็นขาขึ้นสามารถลงทุนตามแนวโน้มได้ แต่เมื่อเข้าสู่ทิศทางขาลง นักลงทุนควรถอยออกมาก่อนเพื่อลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มดังกล่าว
นักวิเคราะห์ บล.ดาโอ เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงแรง หลังพรรคเดโมแครต คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ โดยครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้ตลาดมีความคาดหวังมากขึ้นว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจมีแนวโน้มยุติลงผ่านการเจรจา
ผลการเลือกตั้งล่าสุด ณ เวลา 17.00 น. ตามเวลาไทย พรรคเดโมแครตคว้าที่นั่งในวุฒิสภาได้ 54 จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง และสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 242 จากทั้งหมด 435 ที่นั่ง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งที่ 218 ที่นั่ง โดยยังมีโอกาสได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น เนื่องจากอยู่ระหว่างรอผลการเลือกตั้งในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะรัฐอะแลสกาและรัฐมิสซิสซิปปี
ชัยชนะดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผชิญทางเลือกระหว่างการถอนตัวจากสงครามกับอิหร่านผ่านการเจรจา หรือยกระดับความขัดแย้งที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เนื่องจากการที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสอาจจำกัดทางเลือกในการใช้กำลังทางทหาร และเพิ่มแรงจูงใจให้สหรัฐฯ เดินหน้าเจรจาข้อตกลงสันติภาพ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ยังไม่มีแผนโจมตีอิหร่านในทันทีหลังการเลือกตั้ง
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรง โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ล่วงหน้าลดลง 8.7% มาอยู่ที่ 94.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. 2569
สำหรับแนวโน้มระยะถัดไป บล.ดาโอยังคงคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะทยอยกลับสู่ระดับปกติมากขึ้นในปี 2570 หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีแรงสนับสนุนในสภาคองเกรสลดลง ซึ่งอาจเปิดทางให้เกิดความคืบหน้าในการเจรจายุติสงคราม อย่างไรก็ตาม ยังมองว่ามีโอกาสเกิด Upside ต่อสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2569 ที่ระดับ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล





