วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

หุ้นไทยเช้านี้ดิ่ง 11.24 จุด ผวาเดโมแครตคุมสภาสหรัฐ ฉุดหุ้นเทค ด้านกำไร บจ.ทยอยประกาศต่ำคาด 7%

ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าร่วง 11.24 จุด มาอยู่ที่ 1,479.77 จุด รับแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ หลังนักลงทุนกังวลผลสำรวจการเมืองสหรัฐที่พรรคเดโมแครตมีคะแนนนำ หวั่นเพิ่มความเข้มงวดกำกับดูแลธุรกิจเทคโนโลยี AI และทำให้การลงทุน Data Center ล่าช้า ฉุดแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังไร้แรงหนุน หลังผลประกอบการ บจ. ที่ทยอยประกาศออกมาต่ำกว่าคาด 7% โดยมีหุ้นใหญ่ SCC, PTTEP และ DELTA เป็นตัวกดดัน

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าปรับตัวลดลง 11.24 จุด (0.75%) มาอยู่ที่ 1,479.77 จุด จากแรงกดดันของปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก
  • นักลงทุนกังวลต่อผลสำรวจที่ชี้ว่าพรรคเดโมแครตอาจมีคะแนนนำในสภาสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่นโยบายกำกับดูแลอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI ที่เข้มงวดขึ้น
  • ความกังวลดังกล่าวสร้างแรงกดดันให้เกิดการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากนโยบายสนับสนุนการลงทุนใน Data Center อาจล่าช้ากว่าที่คาด
  • ปัจจัยในประเทศถูกกดดันจากการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งภาพรวมกำไรต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ประมาณ 7%
  • กำไรที่ต่ำกว่าคาดส่วนใหญ่มาจากผลประกอบการของหุ้นขนาดใหญ่อย่าง SCC, PTTEP และ DELTA ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาด

ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 4 พ.ย.2569 ปรับลง 11.24 จุด หรือ 0.75% อยู่ที่ 1,479.77 จุด มูลค่าการซื้อขาย 11,900.50 ล้านบาท

หุ้นไทยเช้านี้ดิ่ง 11.24 จุด ผวาเดโมแครตคุมสภาสหรัฐ ฉุดหุ้นเทค ด้านกำไร บจ.ทยอยประกาศต่ำคาด 7%

พิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศเป็นสำคัญ โดยเฉพาะทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในแดนลบ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ทั้งนี้ ตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐ หลังผลสำรวจความคิดเห็นหรือโพลการเมืองสะท้อนว่าพรรคเดโมแครต มีคะแนนนำทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทำให้ตลาดเริ่มกังวลถึงทิศทางนโยบายกำกับดูแลอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI ในระยะข้างหน้า

โดยหากพรรคเดโมแครตมีอำนาจทางการเมืองเพิ่มขึ้น อาจนำไปสู่การตรวจสอบและกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงความเป็นไปได้ที่กฎหมายหรือมาตรการสนับสนุนการลงทุนใน Data Center จะดำเนินการได้ล่าช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ปัจจัยดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้เกิดแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวลดลง แต่ยังไม่สามารถช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุนได้มากนัก เนื่องจากตลาดยังให้น้ำหนักกับความกังวลเกี่ยวกับทิศทางการเมืองสหรัฐและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นหลัก ขณะที่สถานการณ์สงครามยังเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงระยะสั้นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์

ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ตลาดยังให้น้ำหนักกับการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ โดยปัจจุบันมีบริษัททยอยรายงานผลประกอบการออกมาแล้วประมาณ 1 ใน 4 ของจำนวนบริษัททั้งหมด แต่ภาพรวมกำไรที่ประกาศออกมากลับต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ประมาณ 7%

โดยสาเหตุหลักมาจากผลประกอบการของหุ้นขนาดใหญ่บางบริษัทที่ออกมาต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP และบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ซึ่งมีน้ำหนักต่อภาพรวมผลประกอบการและความเชื่อมั่นของตลาด

นอกจากนี้ ประกอบกับตลาดหุ้นไทยยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ที่ชัดเจนเข้ามาสนับสนุน ทำให้ภาพรวมการลงทุนยังขาดแรงขับเคลื่อน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดต่างประเทศมีความผันผวน และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในประเทศยังไม่สามารถสร้างความประทับใจให้แก่นักลงทุนได้

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในระยะนี้ แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการลงทุนแบบกระจายซื้อหุ้นทั้งตลาด โดยควรใช้กลยุทธ์เลือกลงทุนเป็นรายตัว เน้นบริษัทที่มีแนวโน้มผลประกอบการเติบโตดี หรือมีโอกาสรายงานกำไรออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโดยรวม

นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินทุน โดยมีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มเติบโต ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อภาวะตลาดและความคาดหวังด้านผลประกอบการ ไปยังหุ้นกลุ่ม Defensive และหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงมากขึ้น

ตัวอย่างหุ้นที่ได้รับความสนใจจากกระแสเงินทุนดังกล่าว ได้แก่ ADVANC, KBANK และ BDMS ซึ่งเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานและลักษณะธุรกิจที่ช่วยรองรับความผันผวนของตลาดได้ในระดับหนึ่ง โดยคาดว่าทิศทางการหมุนเวียนเงินลงทุนจากหุ้นกลุ่มเติบโต ไปยังหุ้น Defensive และหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง จะยังดำเนินต่อไปในระยะถัดไป ตราบใดที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างประเทศและยังขาดปัจจัยบวกใหม่เข้ามาหนุน

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความน่าสนใจเป็นพิเศษในช่วงนี้ ได้แก่ กลุ่มเครื่องดื่ม เนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการมีทิศทางค่อนข้างดี ขณะที่หุ้นในกลุ่มยังมีจุดเด่นด้านการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในบริษัทที่มีแนวโน้มกำไรเติบโต ควบคู่กับการรับผลตอบแทนจากเงินปันผลในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน

โดยหุ้นที่ฝ่ายวิเคราะห์ให้ความสนใจ ได้แก่ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP และบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI ซึ่งมีแนวโน้มผลประกอบการที่ดี และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับประมาณ 7% ทั้งสองบริษัท จึงมีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาหุ้นที่มีทั้งโอกาสเติบโตของกำไรและผลตอบแทนจากเงินปันผล

ส่วนบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่น่าจับตา เนื่องจากคาดการณ์แนวโน้มกำไรมีทิศทางเติบโตได้ดี สอดคล้องกับมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มเครื่องดื่มโดยรวม

ทั้งนี้ ภายใต้สภาพตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนจากทั้งปัจจัยต่างประเทศ สถานการณ์สงคราม และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ยังต่ำกว่าคาด การเลือกลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง แนวโน้มกำไรชัดเจน และมีเงินปันผลช่วยสนับสนุนผลตอบแทน จึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกว่าการไล่ซื้อหุ้นตามทิศทางตลาดในระยะสั้น