จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 3 พ.ย. จุดชี้ชะตาตลาดหุ้นโลกและทิศทางหุ้น AI หากเดโมแครตพลิกคุมสภาอาจเกิดรัฐบาลแบ่งขั้ว คานอำนาจทรัมป์ แต่เพิ่มความเสี่ยง Government Shutdown และแรงกดดันกฎหมายควบคุม AI ขณะที่สถิติย้อนหลังสะท้อนโอกาสฟื้นตัวของตลาดหุ้นหลังการเลือกตั้ง
KEY POINTS
- การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐในวันที่ 3 พ.ย. ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดหุ้นโลก เนื่องจากผลการเลือกตั้งจะส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การค้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำกับดูแลเทคโนโลยี AI
- โบรกเกอร์คาดการณ์ว่าหากพรรคเดโมแครตชนะและคุมเสียงข้างมากในสภา จะเกิดภาวะ "รัฐบาลแบ่งขั้ว" ซึ่งอาจส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น เพราะเป็นการคานอำนาจประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ก็มีความเสี่ยงเกิด Government Shutdown ในเดือน ธ.ค. หากการเจรจางบประมาณล้มเหลว
- ผลการเลือกตั้งถือเป็นบททดสอบสำคัญของหุ้นกลุ่ม AI โดยหากพรรคเดโมแครตชนะ อาจเพิ่มแรงกดดันในการออกกฎหมายควบคุม AI ที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนชะลอการซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเพื่อรอความชัดเจน
- สถิติในอดีต (ปี 1950-2022) ชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ (Midterm Elections) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 3 พ.ย. 2569 เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตา เนื่องจากผลการเลือกตั้งอาจส่งผลต่อดุลอำนาจทางการเมืองและทิศทางนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การใช้งบประมาณภาครัฐ และการกำกับดูแลเทคโนโลยี AI ซึ่งล้วนมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นทั่วโลก
“ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์” หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ประเมินพรรคเดโมแครตมีแนวโน้มคว้าชัยในสภาผู้แทนราษฎร และมีโอกาสราว 60% ที่จะครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา หากเป็นไปตามผลโพล จะทำให้สหรัฐเข้าสู่ภาวะรัฐบาลแบ่งขั้วอำนาจ โดยพรรคเดโมแครตคุมเสียงข้างมากทั้งสองสภา ขณะที่ ทรัมป์ยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน
ด้านผลกระทบต่อตลาดหุ้นระยะสั้น คาดตลาดอาจตอบรับ “เชิงบวก” ในช่วงแรก และต่อเนื่องได้ราว 1 เดือน เนื่องจากนักลงทุนมองว่าการที่พรรคเดโมแครตเข้ามาคานอำนาจ จะทำให้ทรัมป์ผลักดันนโยบายที่สร้างความกังวลต่อ “ตลาดได้ยากขึ้น” รวมถึงการอนุมัติงบประมาณด้านความขัดแย้ง และสงครามที่อาจเผชิญข้อจำกัด ส่งผลให้ตลาดคาดหวังว่าสถานการณ์จะมีแนวโน้มผ่อนคลายลง
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่เดือนธ.ค. โดยเฉพาะวันที่ 11 ธ.ค. 2569 ซึ่งเป็นกำหนดสิ้นสุดงบประมาณชั่วคราวของรัฐบาลสหรัฐ หากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากทั้งสองสภา การเจรจาผลักดันงบประมาณฉบับใหม่ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับฝ่ายนิติบัญญัติอาจยิ่งทำได้ยากขึ้น จากความแตกต่างด้านจุดยืนและอำนาจต่อรองทางการเมือง
หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ทันกำหนด อาจนำไปสู่ภาวะ Government Shutdown หรือการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางบางส่วนชั่วคราว ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงและสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นสหรัฐ
ดังนั้น แม้การเลือกตั้งกลางเทอมอาจส่งผลบวกต่อตลาดในระยะสั้นจากภาวะรัฐบาลแบ่งขั้วอำนาจ แต่นักลงทุนยังต้องจับตาการเจรจางบประมาณอย่างใกล้ชิด เพราะความเสี่ยง Government Shutdown อาจเปลี่ยนทิศทางบรรยากาศการลงทุนในช่วงปลายปีได้
“สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ผลโพลล่าสุดสะท้อนว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาสกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ การแข่งขันในวุฒิสภายังคงสูสีระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน
ทั้งนี้ ประเด็นที่ตลาดจับตา หากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากได้ทั้ง 2 สภา อาจเพิ่มแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะความเสี่ยงที่ภาครัฐจะผลักดันกฎหมายควบคุมการพัฒนา AI เข้มงวดขึ้น จากความกังวลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ทั้งการเจาะระบบและการแฮกข้อมูล ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในระยะต่อไป
โดยความกังวลดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกชะลอการเข้าซื้อ เพื่อรอความชัดเจนของผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐก่อนประเมินทิศทางตลาดอีกครั้ง
สำหรับ กลยุทธ์ลงทุนหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทย ซึ่งได้รับอิทธิพลจากทิศทางหุ้นเทคโนโลยีโลก แนะนำให้ชะลอการเข้าซื้อและติดตามผลการเลือกตั้งในสัปดาห์หน้า รวมถึงทิศทางนโยบายกำกับดูแล AI เพื่อประเมินความเสี่ยงและรอจังหวะลงทุนที่เหมาะสม
“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า สถิติตลาดหุ้นสหรัฐช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมปี 1950-2022 พบว่า ตลาดมักผันผวนก่อนการเลือกตั้งจากความไม่แน่นอนด้านนโยบาย โดยเดือนตุลาคมมีความผันผวนสูงสุด อย่างไรก็ตาม จากการเลือกตั้ง 19 ครั้ง ตลาดให้ผลตอบแทนติดลบในเดือนตุลาคมเพียง 7 ครั้ง ขณะที่ช่วง 12 เดือนหลังการเลือกตั้งให้ผลตอบแทนเป็นบวกครบทั้ง 19 ครั้ง คิดเป็น 100% โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ย 16.6%
นอกจากนี้ ผลตอบแทนเป็นบวกเกิดขึ้นภายใต้โครงสร้างทางการเมืองทุกรูปแบบ รวมถึงภาวะสภาแบ่งขั้วอำนาจ ซึ่งการถ่วงดุลระหว่างประธานาธิบดีและสภาต่างพรรคอาจช่วยจำกัดความสุดโต่งของนโยบาย สะท้อนว่าความผันผวนจากการเลือกตั้งกลางเทอมอาจเป็นเพียงแรงกดดันระยะสั้น และไม่ได้ส่งผลลบต่อตลาดหุ้นในระยะยาวเสมอไป
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นระยะถัดไป คาดว่าในช่วง 8 เดือนแรกหลังการเลือกตั้ง ตลาดยังมีโมเมนตัมเติบโตต่อเนื่อง ก่อนเผชิญแรงขายทำกำไรและการปรับฐานตามภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว
ขณะเดียวกัน ต้องจับตากระแส AI ที่เร่งความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ใน Data Center และ Server จนผลักดันราคา RAM สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ผลิต Consumer Electronics โดยคาดว่ายอดขายสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นที่ไม่ใช่ Apple อาจลดลง 20% ส่วน PC และ Notebook อาจลดลง 15-20%
นอกจากนี้ แม้ธุรกิจ AI ยังเติบโต 30-40% ต่อปี แต่ Valuation เริ่มปรับลดลง โดย P/E จาก 30-40 เท่า เหลือประมาณ 20-25 เท่าหรือต่ำกว่า สะท้อนความระมัดระวังของนักลงทุน และเพิ่มโอกาสเกิด Sector Rotation หรือการโยกย้ายเงินลงทุนจากหุ้นธีม AI ไปยังอุตสาหกรรมอื่น
ดังนั้น แม้สถิติหลังการเลือกตั้งจะสะท้อนแนวโน้มเชิงบวกต่อตลาดหุ้น แต่การเติบโตของธุรกิจ AI ต้นทุนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และการหมุนเวียนเงินลงทุนระหว่างอุตสาหกรรม ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด







