TU เผยผลประกอบการไตรมาส 3/69 แข็งแกร่ง มีกำไรจากการดำเนินงาน 2,087 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.2% และมียอดขายเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ความสำเร็จเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Strategy 2030
KEY POINTS
- ไทยยูเนี่ยน (TU) เผยผลประกอบการไตรมาส 3/69 แข็งแกร่ง มีกำไรจากการดำเนินงาน 2,087 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.2% และมียอดขายเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3
- ความสำเร็จเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Strategy 2030 ที่มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียม การพัฒนานวัตกรรม และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
- บริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง เช่น การเข้าซื้อกิจการผู้ผลิตขนมสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ และการสร้างโรงงานอาหารสัตว์น้ำในเอกวาดอร์
- ผู้บริหารแสดงความเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายผลการดำเนินงานของปี 2569 ได้ตามคาดการณ์ และกลยุทธ์ Strategy 2030 จะเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตอย่างยั่งยืน
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานยอดขายไตรมาส 3 ที่ 35,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน นับเป็นการเติบโตต่อเนื่อง 3 ไตรมาสซ้อน ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 16.2% อยู่ที่ 2,087 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20.4% ยืนเหนือระดับ 20% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ตอกย้ำศักยภาพของไทยยูเนี่ยนในการเดินหน้าสู่เป้าหมายผลการดำเนินงานของปี 2569 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 1,346 ล้านบาท
ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนความสามารถของไทยยูเนี่ยนในการรับมือกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ผ่านการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Strategy 2030 อย่างมีวินัย แม้ต้องเผชิญกับต้นทุนด้านพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค แต่ไทยยูเนี่ยนยังสามารถสร้างการเติบโตของยอดขายผลิตภัณฑ์พรีเมียม ควบคู่ไปกับการยกระดับผลิตภาพและการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 สะท้อนความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของไทยยูเนี่ยนในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักและการยกระดับความสามารถในการทำกำไร เราสามารถทำยอดขายได้อย่างโดดเด่นและรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่เหนือระดับ 20% ได้เป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Strategy 2030 อย่างมีวินัย ซึ่งรวมถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ของไทยยูเนี่ยนและการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียม การยกระดับประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ตลอดจนการผสานพลังความร่วมมือระหว่างธุรกิจต่างๆ ภายในกลุ่มบริษัท”
ยอดขายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปภายใต้แบรนด์ของไทยยูเนี่ยนเติบโต 6.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการลงทุนด้านการตลาด การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ๆ การปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย และการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ ไทยยูเนี่ยนโดยการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์พรีเมียมของ King Oscar ในสหรัฐฯ พร้อมพัฒนา Parmentier สู่แบรนด์พรีเมียม ควบคู่ไปกับการปรับโฉมแบรนด์ในตลาดสำคัญ
ไทยยูเนี่ยนยังได้นำขีดความสามารถระดับโลกของกลุ่มบริษัท มาต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์เนื้อทูน่าฉีก (Pulled Tuna) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่เปิดตัวภายใต้ 5 แบรนด์ของไทยยูเนี่ยนในภูมิภาคยุโรป ความพยายามเหล่านี้ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพรีเมียมและยกระดับอัตรากำไรของธุรกิจหลัก
นอกจากนี้ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการบริษัท เฟลป์ส เพ็ท โปรดักส์ ผู้ผลิตขนมสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมในสหรัฐฯ ด้วยมูลค่า 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,300 ล้านบาท ขณะที่บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดตั้งบริษัท Thai Union Feedmill Ecuador S.A.S. เพื่อลงทุนในโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำในประเทศเอกวาดอร์ การลงทุนดังกล่าวจะช่วยต่อยอดขีดความสามารถของไทยยูเนี่ยนในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ผ่านการมองหาโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัท พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงานในภูมิภาคอเมริกา
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ยอดขายเพิ่มขึ้น 4.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนแรงส่งที่แข็งแกร่งของไทยยูเนี่ยนก่อนเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดในช่วง 9 เดือนที่ 20% และกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 7.8% อยู่ที่ 0.97 บาท
ไทยยูเนี่ยนได้เดินหน้ายกระดับแนวทางการจัดสรรเงินทุนให้มีความแม่นยำและตรงจุดยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนสูงสุด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนและแนวทางการจัดหาเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ความยั่งยืนยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดทิศทางด้านการเงิน ซึ่งรวมถึงการระดมทุนผ่าน Blue Finance หรือการบริหารจัดการเงินเพื่อการทำงานด้านการอนุรักษ์ท้องทะเล เพื่อให้การดำเนินกลยุทธ์ด้านการเงินมีความสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว
นายธีรพงศ์ กล่าวว่า “จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนแรก เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายผลการดำเนินงานของปี 2569 ได้ตามที่คาดการณ์ไว้ ขณะเดียวกัน เรามุ่งจัดสรรการลงทุนภายใต้ทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ การขยายฐานผลิตภัณฑ์พรีเมียม และการมุ่งจัดสรรเงินทุนในโอกาสทางธุรกิจที่จะช่วยสร้างคุณค่าสูงสุดให้กับองค์กร เราเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ Strategy 2030 จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนให้ไทยยูเนี่ยนสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้นในระยะยาว”





