วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

พิษสงครามสะเทือน Medical Tourism! หุ้นโรงพยาบาลรับแรงกระแทกแค่ไหน?

สงครามตะวันออกกลางป่วนเส้นทางบิน แต่โบรกประเมินผลกระทบหุ้นโรงพยาบาลจำกัด ชี้ BH รับความเสี่ยงสูงสุดจากสัดส่วนรายได้ผู้ป่วยตะวันออกกลาง 23% ขณะที่ยังไม่กระทบประมาณการกำไรกลุ่ม พร้อมมองเงินบาทอ่อนหนุน Medical Tourism ระยะยาว แนะใช้จังหวะหุ้นย่อตัวทยอยสะสม ชู BDMS เป็น Top Pick ของกลุ่ม

KEY POINTS

  • นักวิเคราะห์ประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในระดับจำกัด โดยเป็นเพียงแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุน (Sentiment) ในระยะสั้นมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน
  • ผลกระทบต่อการเดินทางของผู้ป่วยมีน้อย เนื่องจากผู้ป่วยจากตะวันออกกลางส่วนใหญ่เป็นกลุ่มโรคซับซ้อนที่ต้องรักษาต่อเนื่อง และเส้นทางบินส่วนใหญ่ระหว่างไทยกับตะวันออกกลางยังเปิดให้บริการปกติ
  • โรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ BH (บำรุงราษฎร์) ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยตะวันออกกลาง 23% ตามมาด้วย PR9 (10%), BCH (5%) และ BDMS (4%)
  • ปัจจัยบวกอย่างเงินบาทที่อ่อนค่าและความต้องการรักษาพยาบาลที่ยังแข็งแกร่ง ช่วยลดผลกระทบ ทำให้ยังไม่มีการปรับลดประมาณการกำไรของกลุ่มโรงพยาบาล
  • ในระยะยาว ไทยอาจได้รับประโยชน์หากความขัดแย้งยืดเยื้อ โดยผู้ป่วยจากตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นอาจเลือกไทยเป็นศูนย์กลางการรักษามากขึ้น
  • บล.เอเซีย พลัส มองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงเป็นโอกาสในการสะสม โดยยังคงเลือก BDMS เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) เนื่องจากมีความเสี่ยงจากตลาดตะวันออกกลางต่ำและมีฐานผู้ป่วยที่กระจายตัวดี

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั่วโลก แต่ยังสร้างความไม่แน่นอนต่ออุตสาหกรรมการบินและการเดินทางระหว่างประเทศ หลังสายการบินหลายแห่งทยอยระงับ ลดความถี่ หรือปรับเปลี่ยนเส้นทางบินเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเดินทางของผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามารับบริการทางการแพทย์ในประเทศไทย
 

ประสิทธิ์ รัตนกิจกมล ,IAA,CFA,CISA นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุนและทางเทคนิค บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังกดดันอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก โดยสายการบินจากกว่า 25 ประเทศ อาทิ Air France, Lufthansa, KLM และ Qatar Airways ทยอยระงับ ลดความถี่ หรือปรับเส้นทางบินเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้การเดินทางระหว่างประเทศมีข้อจำกัดมากขึ้น ขณะที่สายการบินยังมีแนวโน้มเผชิญต้นทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากเส้นทางบินที่ยาวและซับซ้อนกว่าเดิม และบางเส้นทางอาจได้รับผลกระทบต่อเนื่องไปถึงปี 2570

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยประเมินว่าผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจะอยู่ในระดับจำกัด โดยเป็นแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุน (Sentiment) ในระยะสั้น มากกว่าจะกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ แม้ข้อจำกัดด้านการเดินทางอาจทำให้ผู้ป่วยบางส่วนเลื่อนการรักษาที่ไม่เร่งด่วนออกไป แต่ผู้ป่วยจากตะวันออกกลางส่วนใหญ่เป็นกลุ่มโรคซับซ้อนที่ต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เส้นทางบินระหว่างไทยกับตะวันออกกลางส่วนใหญ่ยังเปิดให้บริการตามปกติ ประกอบกับโรงพยาบาลไทยมีฐานผู้ป่วยต่างชาติจากหลายภูมิภาค จึงช่วยกระจายความเสี่ยงและลดผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวได้

สำหรับโรงพยาบาลที่มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์มากที่สุด บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยตะวันออกกลางประมาณ 23% ของรายได้โรงพยาบาล รองลงมาคือ บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 อยู่ที่ 10% บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH อยู่ที่ 5% และบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS อยู่ที่ประมาณ 4%

ทั้งนี้ ยังเชื่อว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มต่ำกว่าที่ตลาดกังวล จากความต้องการรักษาพยาบาลที่ยังแข็งแกร่ง รวมถึงค่าเงินบาทที่อ่อนค่าซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) โดยปัจจุบันยังไม่เห็นเหตุผลเพียงพอที่จะปรับลดประมาณการกำไรของกลุ่มโรงพยาบาลในปี 2569-2570 เนื่องจากผู้ป่วยตะวันออกกลางยังสามารถเดินทางเข้ารับบริการได้ ขณะที่ฐานผู้ป่วยจากภูมิภาคอื่นยังเติบโตต่อเนื่อง

ในระยะยาว หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ ประเทศไทยอาจได้รับประโยชน์จากการที่ผู้ป่วยในตะวันออกกลาง รวมถึงแอฟริกาและเอเชียใต้ หันมาเลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการรักษามากขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ Medical Tourism ในระยะยาว

ด้านกลยุทธ์การลงทุน ยังคงน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลมากกว่าตลาด โดยมองว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางเป็นเพียงแรงกดดันต่อ Sentiment ระยะสั้น ขณะที่การเติบโตของผู้ป่วยไทย การฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ และ Medical Tourism ยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของกลุ่ม

ทั้งนี้ มองว่าการปรับตัวลดลงของราคาหุ้นเป็นโอกาสในการทยอยสะสม โดยยังคงเลือก BDMS เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) จากฐานผู้ป่วยที่กระจายตัวดี มีความเสี่ยงจากตลาดตะวันออกกลางในระดับต่ำ และมีความสามารถในการรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่าหุ้นอื่นในกลุ่ม โดยให้ราคาเหมาะสมปี 2570 ที่ 25 บาท พร้อมคงคำแนะนำ "ซื้อ"