ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 30 ต.ค. 2569 ปรับลง 20.14 จุด หรือ 1.30% อยู่ที่ 1,524.46 จุด มูลค่าการซื้อขาย 14,038.41 ล้านบาท
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดภาคเช้าปรับตัวลดลงแรงกว่า 20 จุด ตามทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาค
- ปัจจัยกดดันหลักมาจากผลประกอบการของ Alphabet ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้เกิดความกังวลในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก
- แรงขายลุกลามมายังหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในไทย โดยเฉพาะ DELTA ที่มีผลประกอบการต่ำกว่าคาดการณ์เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ฉุดดัชนี
ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 30 ต.ค. 2569 ปรับลง 20.14 จุด หรือ 1.30% อยู่ที่ 1,524.46 จุด มูลค่าการซื้อขาย 14,038.41 ล้านบาท
ตลาดหุ้นไทยวันนี้เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ท่ามกลางปัจจัยลบรุมเร้าทั้งจากต่างประเทศและปัจจัยเฉพาะตัวในประเทศ นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บรรยากาศการลงทุนถูกกดดันจากความกังวลเรื่องต้นทุนและกระแสเงินสดของกลุ่มเทคโนโลยีระดับโลก ส่งผลให้มีแรงขายลดความเสี่ยงต่อเนื่องมายังหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในไทย ประกอบกับปัจจัยกดดันภายในประเทศและประเด็นการเมืองการต่างประเทศที่รออยู่ ทำให้นักลงทุนเลือกชะลอการรับความเสี่ยง
ปัจจัยลบซ้ำรอย: หุ้นเทคฯ โลกสั่นคลอน-DELTA กำไรต่ำคาด
ภาพรวมความกดดันในรอบนี้มาจาก 2 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่
1. กระแสเงินสด Big Tech โลก: ตลาดกลับมากังวลอีกครั้งว่า การทุ่มงบลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI ของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) จะกดดันกระแสเงินสด ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้มูลค่า (Valuation) ของหุ้นเทคโนโลยีถูกทอนลง และส่งแรงกระเพื่อมต่อเนื่องมายังกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์บ้านเรา
2. แรงกดดันเฉพาะตัวของ DELTA: ผลประกอบการของ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ราว 10% แม้ว่าภาพรวมรายได้จะยังคงเติบโตได้ดี แต่เผชิญกับปัญหาค่าใช้จ่ายและภาระการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือที่สูงกว่าคาด ทำให้ตลาดต้องทบทวนความคาดหวังด้านกำไรใหม่ และด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ที่มีน้ำหนักมาก จึงกลายเป็นตัวฉุดดัชนีภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้ายังมีประเด็นความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ รวมถึงทิศทางสถานการณ์สงคราม เข้ามาสมทบ ทำให้นักลงทุนพร้อมใจกันลดน้ำหนักความเสี่ยง และเกิดแรงเทขายกระจายตัวในหุ้นขนาดใหญ่หลายกลุ่มพร้อม ๆ กัน
มุมมองบวกจากนโยบายในประเทศ: ลุ้นเกณฑ์ Data Center
ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่อึมครึม ยังมีประเด็นบวกที่ต้องจับตาใกล้ชิด โดยในส่วนของ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) มีความคืบหน้าเรื่องร่างเกณฑ์ Data Center ซึ่งคาดว่าจะเตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ หากมีความชัดเจนออกมา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นเชิงบวกให้กับกลุ่มโรงไฟฟ้าและภาพรวมการลงทุนได้เป็นอย่างดีกลยุทธ์การลงทุน: ถือเงินสดตั้งรับ จัดพอร์ตแบบ “Barbell”
สำหรับคำแนะนำในช่วงตลาดผันผวนนี้ บล.บัวหลวง แนะแนวทางรับมือไว้อย่างน่าสนใจ ถือเงินสด 20–30%: เพื่อรักษาสภาพคล่องและเตรียมกระสุนไว้รองรับความผันผวนของตลาด
จัดพอร์ตแบบ Barbell Strategy: ฝั่งหนึ่ง ถือหุ้นในกลุ่มพลังงานอย่าง PTT เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงาน
อีกฝั่งหนึ่ง เลือกสะสมหุ้นที่มีพื้นฐานกำไรแข็งแกร่งและมีอัตราการจ่ายเงินปันผลรองรับ เช่น CPN, OSP และ KBANK
คำแนะนำหลัก เน้นทยอยสะสมหุ้นคุณภาพดีเหล่านี้เมื่อราคาอ่อนตัวลงมาเท่านั้น ไม่ไล่ราคาในช่วงที่ตลาดยังผันผวนสูง
นายชยุต ไกรลาศรัตนศิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้ ว่า ดัชนีมีแนวโน้มแกว่งไซด์เวย์ในกรอบ แม้ตลาดหุ้นภูมิภาคเปิดปรับตัวลงแรง จากการเปิดเผยผลประกอบการ Alphabet ที่ต่ำคาด
อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเกิดการรีบาวด์ทางเทคนิค (Technical Rebound) หลังจากปรับตัวลดลงแรงในวันก่อนหน้าถูกกดดันจากกลุ่มโรงกลั่น ประกอบกับดัชนีในปัจจุบันลงมาซื้อขายใกล้กับระดับแนวรับสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า Upside ยังค่อนข้างจำกัด เนื่องจากตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยตัวเลข GDP ไตรมาส 3/69 ของสหรัฐฯ ขยายตัวดีกว่าคาด รวมถึงดัชนี PCE และ Core PCE เดือนกันยายนแม้ออกมาตามคาดแต่ปรับตัวเร่งขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนว่าเฟดน่าจะยังคงนโยบายการเงินตึงตัวต่อไป โดยตลาดคาดว่าเฟดมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม และในปีหน้าอาจขึ้นดอกเบี้ยได้อีกราว 1–2 ครั้ง
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ติดตามผลกระทบจากการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันของภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลกดดันในหุ้นกลุ่มโรงกลั่น นอกจากนี้ แนะติดตามการรายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำเดือนกันยายนจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และการทยอยประกาศผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน
ด้านกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวน แนะนำให้นักลงทุนเน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่ผลประกอบการไตรมาส 3/69 มีแนวโน้มออกมาโดดเด่น และมีการเติบโตได้ทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เพื่อใช้เป็น Buffer ลดความเสี่ยงจากการปรับตัวลงของตลาด
มองกรอบวันนี้ แนวรับ 1,540 จุด และแนวต้าน 1,570 จุด





