“ดร.กอบศักดิ์” เตือนตลาดทุนไทยผันผวนสูง แนะลงทุนควรเน้น “คุณภาพ” คัด 20-30 หุ้นเทคฯ สภาพคล่องสูง ดันการเติบโต “บลจ.บัวหลวง” คาดดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้แตะ 1,600 จุด และปีหน้าเล็งเป้า 1,710 จุด มองเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/69 โตเร่งขึ้นที่ 2.5% รับอานิสงส์นำเข้าลด และการบริโภคโต พร้อมเกาะติดคลังเตรียมปรับวิธีเก็บสถิติ “จีดีพี-เอ็มพีไอ” ใหม่ ดัน “จีดีพีโต” 3% โอกาสยาวแตะ 5%
KEY POINTS
- ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เสนอให้คัดเลือกหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพ และศักยภาพสูงประมาณ 20-30 บริษัท เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุน และเพิ่มเสน่ห์ให้ตลาดหุ้นไทย
- บลจ.บัวหลวง ประเมินกรอบดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้ที่ 1,550-1,600 จุด และคาดการณ์เป้าหมายปีหน้าที่ 1,650-1,680 จุด โดยมีโอกาสแตะ 1,700 จุดได้ หากการเติบโตของกำไรกระจายตัวไปสู่อุตสาหกรรมอื่น
- สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ดร.กอบศักดิ์ แนะให้เน้นรักษาเงินต้นในช่วงตลาดผันผวน ขณะที่ บลจ.บัวหลวง แนะใช้กลยุทธ์หมุนเวียนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) ในระยะสั้น
ความเคลื่อนไหว “ดัชนีหุ้นไทย” วานนี้ (29 ต.ค.2569) ร่วง 21.50 จุด มาอยู่ที่ 1,544.60 จุด หรือ 1.37% มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 68,972 ล้านบาท ซึ่งดัชนี เคลื่อนไหวผันผวนตลอดทั้งวัน ด้วยปัจจัยนอกประเทศเป็นหลัก
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า หากดูภาวะตลาดการเงินในปัจจุบัน มีความผันผวนสูง และการลงทุนทำได้ยากขึ้น แม้แต่ตลาดพันธบัตร และทองคำก็เริ่มได้รับผลกระทบจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ในต่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ดังนั้น แนวทางการพัฒนา “ตลาดหุ้นไทย” ควรเน้นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพ และมีศักยภาพเติบโต โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม SET100 ที่มีสภาพคล่องสูง และคัดเลือกบริษัทที่มีเทคโนโลยีดี และมีโอกาสเติบโตประมาณ 20-30 บริษัท เพื่อเป็นตัวดึงดูดการเติบโตให้กับตลาดมากกว่าการเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนโดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพ
โดยมองหุ้นไทยในขณะนี้ที่ระดับดัชนีอยู่ที่ 1,560-1,570 หรือ 1,600 จุด ถือเป็นระดับเหมาะสมกับสถาการณ์ในปัจจัย และทิศทางเศรษฐกิจไทย ซึ่งระดับดัชนีที่ไม่เกินจากระดับดังกล่าวในสิ้นปีนี้ ถือว่าเป็นระดับที่ทำให้นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีความรู้สึกปลอดภัยในการลงทุน และอยากเห็นการเติบโตของดัชนีตลาดหุ้นไทยเฉลี่ย 10-20% ต่อปี ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความมั่นคงมากกว่าการปรับตัวขึ้นร้อนแรงแล้วร่วงลงรุนแรงเหมือนอย่างตลาดหุ้นเกาหลีใต้
สำหรับ การจัดพอร์ตลงทุนในช่วงนี้ แนะนำให้เน้นการรักษาเงินต้น ไม่ควรนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในตลาด แต่ควรแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่อรักษาเงินต้น และลงทุนเพียงบางส่วนเพื่อรอโอกาสใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“เราต้องดูบทเรียนจากนักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นดีมีความคึกคัก แต่ต่อมากลับเผชิญความเสียหายอย่างหนัก จึงสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการระมัดระวังการลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน”
นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ.บัวหลวง เปิดเผยว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจ และตลาดการลงทุนไทย กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ ท่ามกลางปัจจัยกดดันจากความผันผวนของนโยบายการเงินโลก ปัจจัยการเมืองในสหรัฐ ตลอดจนการปรับโครงสร้างข้อมูล และมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ
ในฝั่งของเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งด้านวินัยการคลัง และการบริหารหนี้สาธารณะที่ระมัดระวัง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของไทยมีเสถียรภาพสูงกว่าหลายประเทศทั่วโลก
นอกจากนี้ ภาครัฐอยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบจัดเก็บข้อมูลดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และตัวเลข GDP เพื่อให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่สำคัญ ซึ่งการแยกตัวเลขการส่งผ่านสินค้าออกจากตัวเลขนำเข้าจริง จะช่วยลดแรงฉุดจาก Net Export เทียม และทำให้การคำนวณ GDP สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของประเทศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ คาดการณ์ Real GDP ไตรมาส 3 ปี 2569 ของไทยจะเติบโตราว 2.5% (YOY) และ เพิ่มขึ้นจาก 1.9% จากในไตรมาส 2 ปี 2569 ซึ่งหากรวมอัตราเงินเฟ้อแล้ว Nominal GDP จะเติบโตเกือบ 5%
ด้านผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน คาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยปีนี้อยู่ที่ประมาณ 112.7-115 บาท เติบโตกว่า 20% จากปีก่อนที่ 88 บาท โดยมีกลุ่มพลังงานเป็นแรงหนุนหลัก อย่างไรก็ดี ประเมินกรอบดัชนี SET สิ้นปีนี้ไว้ที่ 1,550-1,600 จุด โดยปัจจัยตึงตัวสำคัญคือ การอัปเกรดกำไรยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ธนาคาร และพาณิชย์ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยจำเป็นต้องเห็นการกระจายตัวของการปรับประมาณกำไรไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มพาณิชย์ (Commerce) ซึ่งเป็นตัวแทนของการบริโภคในประเทศ มีสัดส่วน 55-57% ของ GDP เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เงินทุนต่างชาติก้อนใหญ่ไหลกลับเข้ามา สามารถดันดัชนีขึ้นสู่ระดับ 1,700 จุดได้ในอนาคต
ส่วนเป้าหมายดัชนี SET ปีหน้า ประเมินไว้ที่ราว 1,650-1,680 จุด คาดการณ์ Real GDP เติบโตราว 2.1% บนสมมติฐาน EPS ที่ 108-110 บาท ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรในระหว่างปี และระดับ P/E เฉลี่ย 15-16 เท่า
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนในระยะสั้น เน้นการหมุนเวียนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) โดยหากราคาน้ำมันปรับตัวลง ตลาดอาจหมุนเม็ดเงินเข้าสู่กลุ่มโรงไฟฟ้า ICT หรือนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากเทรนด์
พร้อมกันนี้ ในระยะยาว 3-5 ปี การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแจกเงินชั่วคราวมาเป็นการตั้งเป้าหมายเร่งอัตราส่วนการลงทุน (Investment Ratio) ต่อ GDP จากปัจจุบันที่ 28-29% ให้เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งใช้มาตรการเร่งรัดการลงทุน (BOI Fast Track) ดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Data Center ซึ่งจะช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทาน และการจ้างงานในประเทศ เพื่อยกระดับการเติบโตของ Real GDP จากระดับ 2% ขึ้นสู่ 3-3.5% ได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





