ตลาดหุ้นไทยปิดร่วง 26.01 จุด ตามแรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก หลังผลประกอบการบริษัทเทคยักษ์ใหญ่สหรัฐต่ำกว่าคาด นักลงทุนชะลอลงทุนรอความชัดเจนเลือกตั้งสหรัฐ 4 พ.ย. ขณะที่หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทยถูกเทขายหนัก ฉุดดัชนีเกือบ 30 จุด
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดวันที่ 30 ต.ค. 2569 ร่วงลง 26.01 จุด (1.68%) มาอยู่ที่ 1,518.59 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก
- ปัจจัยกดดันหลักมาจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก หลังจากผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์
- นักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจนจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 4 พ.ย. 2569 เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับทิศทางนโยบายและการกำกับดูแลธุรกิจ AI
- สำหรับตลาดหุ้นไทย แรงขายกระจุกตัวในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปรับตัวลงตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีในภูมิภาค และเป็นกลุ่มที่กดดันดัชนีเกือบ 30 จุด
“ตลาดหุ้นไทยวันนี้” (30 ต.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,518.59 จุด ร่วง 26.01 จุด หรือ 1.68% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,529.48 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,511.58 จุด มีมูลค่าการซื้อขายรวม 73,590.61 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. DELTA ราคาปิด 203.00 บาท ลดลง 18.00 บาท หรือ 8.14% มูลค่าการซื้อขาย 12,179.31 ล้านบาท
2. KTB ราคาปิด 43.75 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.57% มูลค่าการซื้อขาย 3,163.48 ล้านบาท
3. ADVANC ราคาปิด 338.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 1.20% มูลค่าการซื้อขาย 3,045.21 ล้านบาท
4. KCE ราคาปิด 68.75 บาท ลดลง 0.75 บาท หรือ 1.08% มูลค่าการซื้อขาย 2,844.16 ล้านบาท
5. KBANK ราคาปิด 246.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 1.60% มูลค่าการซื้อขาย 2,484.82 ล้านบาท
สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ตลาดหุ้นไทย ปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก โดยดัชนีปรับลดลงประมาณ 25-30 จุด หรือราว 1-2% และหลุดแนวรับสำคัญที่ 1,520 จุด ทำให้ตลาดเข้าสู่ช่วงปรับฐานในระยะสั้น โดยประเมินแนวรับถัดไปที่ 1,490 จุด
ทั้งนี้ มาจากความกังวลในตลาดโลกที่เข้าสู่ภาวะลดความเสี่ยง ทำให้นักลงทุนทยอยขายหุ้นและย้ายเงินไปลงทุนในพันธบัตรที่มีความปลอดภัยมากขึ้น แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) จะปรับลดลง แต่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงเหมือนช่วงก่อนหน้า หากเป็นผลจากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและความเสี่ยงในตลาดการเงิน
นอกจากนี้ ผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐ เช่น Microsoft, Amazon, Google, Intel และ Meta ยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดันตลาด เนื่องจากผลประกอบการส่วนใหญ่ออกมาใกล้เคียงหรือต่ำกว่าที่ตลาดคาด รวมถึงแนวโน้มธุรกิจในระยะข้างหน้าที่ยังไม่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
โดยสิ่งที่เปลี่ยนไปในรอบนี้นักลงทุนไม่ได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนขยายธุรกิจ เพียงอย่างเดียวเหมือนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่หันมาพิจารณาความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุน และมาร์จิ้นมากขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ทั้งกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับต้นน้ำและปลายน้ำ
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจนจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 4 พ.ย.2569 โดยมีความกังวลเกี่ยวกับทิศทางนโยบายและการออกกฎหมายกำกับดูแลธุรกิจ AI ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยีในอนาคต
สำหรับตลาดหุ้นไทย แรงขายกระจุกตัวอยู่ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มพลังงาน โดยหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวลดลงประมาณ 6-8% ตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีในภูมิภาค ทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน ส่งผลให้กลุ่มดังกล่าวกดดันดัชนีหุ้นไทยเกือบ 30 จุด จึงแนะนำให้นักลงทุนชะลอการเข้าซื้อและรอติดตามผลการเลือกตั้งสหรัฐก่อน
ส่วนกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นปรับตัวลดลงประมาณ 10% ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา จากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายภาครัฐที่อาจเข้ามากระทบผลประกอบการ โดยประเมินว่ามาตรการดังกล่าวอาจทำให้กำไรของกลุ่มโรงกลั่นในปีหน้ามีความเสี่ยงลดลงจากประมาณการเดิมสูงถึง 18%
"ในระยะสั้นควรรอติดตามผลการเลือกตั้งสหรัฐก่อน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ แต่หากดัชนีปรับตัวลงมาใกล้แนวรับ 1,490 จุด จะเป็นจังหวะทยอยสะสมหุ้นกลุ่ม Value Stock ที่มีปัจจัยพื้นฐานและมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผล"
สำหรับกลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเหมาะกับการลงทุนในช่วงตลาดผันผวน โดยแนะนำ KKP, KTB และ BAY รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้าและกลุ่ม Healthcare ที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานและทิศทาง Bond Yield ที่ปรับลดลง
ส่วนหุ้นโรงไฟฟ้าที่น่าจับตา ได้แก่ BGRIM และ GPSC ซึ่งมีโอกาสกลับมาทำผลงานได้ดีกว่าตลาด หากราคาพลังงานปรับตัวลดลง ขณะที่กลุ่ม Healthcare ทั้งในไทยและต่างประเทศยังมีทิศทางการลงทุนที่แข็งแกร่งกว่าตลาดโดยรวม




