SCC-PTTGC บรรลุข้อตกลงตั้งบริษัทร่วมทุนยักษ์ใหญ่ปิโตรเคมี ถือหุ้น PTTGC ถือหุ้นใหญ่ 56% SCGC สัดส่วน 44% ดันมูลค่าประโยชน์ร่วมทะลุ 6.8 พันล้าน/ปี คาดเสร็จสมบูรณ์ครึ่งหลังปี 70
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ถึงความคืบหน้าสำคัญ กรณีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC (บริษัทย่อยของ SCC) และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC
โดยล่าสุดทั้งสองบริษัทสามารถบรรลุข้อตกลงในสาระสำคัญและกรอบเงื่อนไขหลักในการจัดตั้ง บริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ (Potential Joint Venture) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
การรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักในการยกระดับสู่การเป็นผู้นำธุรกิจปิโตรเคมีในภูมิภาค พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีระดับโลก
รายละเอียดโครงสร้างการถือหุ้นและสัดส่วน
- PTTGC : ถือหุ้นในสัดส่วน ร้อยละ 56 (ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่)
- SCGC : ถือหุ้นในสัดส่วน ร้อยละ 44 (ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัยสำคัญ)
ภายหลังการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้วเสร็จ สินทรัพย์ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยของ SCGC จะถูกเปลี่ยนสถานะไปรับรู้เป็นบริษัทร่วมตามวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) ของ SCC ซึ่งจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งกำไรและเสริมความแข็งแกร่งด้าน EBITDA ในอนาคต
ผสานจุดแข็งต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างมูลค่าประโยชน์ร่วมสูง
การร่วมทุนดังกล่าวเป็นการดึงจุดเด่นของทั้งสองฝ่ายมาบูรณาการร่วมกันอย่างครบวงจร:
- PTTGC : มีความแข็งแกร่งด้านการผลิตธุรกิจต้นน้ำ การเข้าถึงวัตถุดิบที่มีต้นทุนแข่งขันได้จากการบูรณาการร่วมกับโรงกลั่น และมีโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจร
- SCGC : มีความโดดเด่นในด้านการผลิตธุรกิจปลายน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง และความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added)
ทั้งนี้ คาดว่าการดำเนินงานร่วมกันจะสร้างประโยชน์ร่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำจากการดำเนินงาน (Recurring Annual Synergy) สูงถึง 5,100 - 6,800 ล้านบาทต่อปี (หรือประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งมาจากความเป็นผู้นำตลาดปลายน้ำ, การบริหารจัดการวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการซ่อมบำรุงร่วมกัน
ขอบเขตสินทรัพย์ในประเทศไทย
- ฝั่ง SCGC : ครอบคลุมโรงงานผลิตโอเลฟินส์ (ระยองโอเลฟินส์ - ROC และมาบตาพุดโอเลฟินส์ - MOC), โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (TPE) รวมถึงเงินลงทุนในบริษัทร่วมทุน เช่น สยามโพลิเอททีลีน (SPE), สยามเลเทกซ์สังเคราะห์ (SSLC), กรุงเทพ ซินธิติกส์ (BST) และ ไทย เอ็มเอ็มเอ (TMMA)
- ฝั่ง PTTGC : ครอบคลุมโรงงานผลิตโอเลฟินส์ (รวม 5 โรงงาน), โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE) และเงินลงทุนในบริษัทร่วมค้าอย่าง เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ (HMC)
นโยบายการจ่ายเงินปันผลและไทม์ไลน์ในลำดับถัดไป
บริษัทร่วมทุนใหม่นี้ได้กำหนดนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตรา ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวม (หลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมาย) รวมถึงอาจพิจารณาจ่ายปันผลจากกำไรส่วนที่เหลือหลังหักเงินลงทุนและทุนหมุนเวียนที่จำเป็น
สำหรับกำหนดการสำคัญในการดำเนินธุรกรรม
- 18 พฤศจิกายน 2569 : จัดส่งหนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น
- 3 ธันวาคม 2569 : กำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ
- ครึ่งแรกของปี 2570 : ยื่นขออนุมัติจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
- ครึ่งหลังของปี 2570 : คาดว่าจะสามารถดำเนินการทำธุรกรรมแล้วเสร็จและจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ได้อย่างสมบูรณ์
แม้จะมีดีลการร่วมทุนครั้งใหญ่นี้ แต่ SCC ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจอื่น ๆ เพื่อรักษากลยุทธ์การเติบโตในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ในเวียดนาม, ธุรกิจปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ, ธุรกิจบรรจุภัณฑ์, ธุรกิจ Cleanergy รวมถึง SCGC ที่ยังคงความเป็นผู้นำในธุรกิจไวนิลและธุรกิจรีไซเคิลในภูมิภาคต่อไป





