วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดีลประวัติศาสตร์ SCC-PTTGC บรรลุข้อตกลงตั้ง JV ปิโตรเคมี ดันมูลค่าประโยชน์ร่วมทะลุ 6.8 พันล้าน/ปี

SCC-PTTGC บรรลุข้อตกลงตั้งบริษัทร่วมทุนยักษ์ใหญ่ปิโตรเคมี ถือหุ้น PTTGC ถือหุ้นใหญ่ 56% SCGC สัดส่วน 44% ดันมูลค่าประโยชน์ร่วมทะลุ 6.8 พันล้าน/ปี คาดเสร็จสมบูรณ์ครึ่งหลังปี 70

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ถึงความคืบหน้าสำคัญ กรณีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC (บริษัทย่อยของ SCC) และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC

โดยล่าสุดทั้งสองบริษัทสามารถบรรลุข้อตกลงในสาระสำคัญและกรอบเงื่อนไขหลักในการจัดตั้ง บริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ (Potential Joint Venture) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักในการยกระดับสู่การเป็นผู้นำธุรกิจปิโตรเคมีในภูมิภาค พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีระดับโลก

รายละเอียดโครงสร้างการถือหุ้นและสัดส่วน

  • PTTGC : ถือหุ้นในสัดส่วน ร้อยละ 56 (ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่)
  • SCGC   : ถือหุ้นในสัดส่วน ร้อยละ 44 (ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัยสำคัญ)

ภายหลังการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้วเสร็จ สินทรัพย์ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยของ SCGC จะถูกเปลี่ยนสถานะไปรับรู้เป็นบริษัทร่วมตามวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) ของ SCC ซึ่งจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งกำไรและเสริมความแข็งแกร่งด้าน EBITDA ในอนาคต

ผสานจุดแข็งต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างมูลค่าประโยชน์ร่วมสูง

การร่วมทุนดังกล่าวเป็นการดึงจุดเด่นของทั้งสองฝ่ายมาบูรณาการร่วมกันอย่างครบวงจร:

  • PTTGC : มีความแข็งแกร่งด้านการผลิตธุรกิจต้นน้ำ การเข้าถึงวัตถุดิบที่มีต้นทุนแข่งขันได้จากการบูรณาการร่วมกับโรงกลั่น และมีโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจร
  • SCGC : มีความโดดเด่นในด้านการผลิตธุรกิจปลายน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง และความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added)

ทั้งนี้ คาดว่าการดำเนินงานร่วมกันจะสร้างประโยชน์ร่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำจากการดำเนินงาน (Recurring Annual Synergy) สูงถึง 5,100 - 6,800 ล้านบาทต่อปี (หรือประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งมาจากความเป็นผู้นำตลาดปลายน้ำ, การบริหารจัดการวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการซ่อมบำรุงร่วมกัน

ขอบเขตสินทรัพย์ในประเทศไทย

  • ฝั่ง SCGC : ครอบคลุมโรงงานผลิตโอเลฟินส์ (ระยองโอเลฟินส์ - ROC และมาบตาพุดโอเลฟินส์ - MOC), โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (TPE) รวมถึงเงินลงทุนในบริษัทร่วมทุน เช่น สยามโพลิเอททีลีน (SPE), สยามเลเทกซ์สังเคราะห์ (SSLC), กรุงเทพ ซินธิติกส์ (BST) และ ไทย เอ็มเอ็มเอ (TMMA)
  • ฝั่ง PTTGC : ครอบคลุมโรงงานผลิตโอเลฟินส์ (รวม 5 โรงงาน), โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE) และเงินลงทุนในบริษัทร่วมค้าอย่าง เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ (HMC)

นโยบายการจ่ายเงินปันผลและไทม์ไลน์ในลำดับถัดไป

บริษัทร่วมทุนใหม่นี้ได้กำหนดนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตรา ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวม (หลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมาย) รวมถึงอาจพิจารณาจ่ายปันผลจากกำไรส่วนที่เหลือหลังหักเงินลงทุนและทุนหมุนเวียนที่จำเป็น

สำหรับกำหนดการสำคัญในการดำเนินธุรกรรม 

  1. 18 พฤศจิกายน 2569  : จัดส่งหนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น
  2. 3 ธันวาคม 2569         : กำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ
  3. ครึ่งแรกของปี 2570     : ยื่นขออนุมัติจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
  4. ครึ่งหลังของปี 2570     : คาดว่าจะสามารถดำเนินการทำธุรกรรมแล้วเสร็จและจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ได้อย่างสมบูรณ์

แม้จะมีดีลการร่วมทุนครั้งใหญ่นี้ แต่ SCC ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจอื่น ๆ เพื่อรักษากลยุทธ์การเติบโตในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ในเวียดนาม, ธุรกิจปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ, ธุรกิจบรรจุภัณฑ์, ธุรกิจ Cleanergy รวมถึง SCGC ที่ยังคงความเป็นผู้นำในธุรกิจไวนิลและธุรกิจรีไซเคิลในภูมิภาคต่อไป

ดีลประวัติศาสตร์ SCC-PTTGC บรรลุข้อตกลงตั้ง JV ปิโตรเคมี ดันมูลค่าประโยชน์ร่วมทะลุ 6.8 พันล้าน/ปี