ผู้ถือหน่วย “แกรนด์รีท” ลงมติไม่เห็นด้วย 91% ต่อข้อเสนอ “ROH” ซื้อคืน “รอยัล ออคิด เชอราตัน” ที่ราคา 4,873 ล้านบาท แต่เห็นชอบ 97.66% ให้ขายแก่ “ออร์คิด ฮอสพิแทลลิที” ในราคา 5,300 ล้านบาท “บลจ.วรรณ” เร่งปิดดีลภายใน 11 พ.ย. หวังคืนเงินลงทุนและลุ้นคาดปิดกองทรัสต์พ.ย. นี้
KEY POINTS
- ผู้ถือหน่วยทรัสต์ GROREIT มีมติอนุมัติด้วยคะแนนเสียง 97.66% ให้ขายโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ให้แก่ บริษัท ออร์คิด ฮอสพิแทลลิที จำกัด ในราคา 5,300 ล้านบาท
- ที่ประชุมผู้ถือหน่วยได้ลงมติไม่เห็นด้วย 91% ต่อข้อเสนอเดิมของบริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH ที่จะซื้อคืนทรัพย์สินในราคา 4,873 ล้านบาท
- บริษัท ออร์คิด ฮอสพิแทลลิที จำกัด ซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหม่ เป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยนายสุชาติ เจียรานุสสติ ผู้ก่อตั้ง SC Capital Partners
- บลจ.วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ จะเร่งดำเนินการปิดดีลการขายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 11 พ.ย. 2569 เพื่อนำเงินมาคืนแก่ผู้ถือหน่วยและดำเนินการปิดกองทรัสต์ต่อไป
นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ เปิดเผยว่า ผลการประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์ GROREIT ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2569 โดยที่ประชุมมีมติไม่อนุมัติการขายทรัพย์สินหลักให้แก่ บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH ในราคา 4,873 ล้านบาท แต่มีมติอนุมัติขายทรัพย์สินให้แก่ บริษัท ออร์คิด ฮอสพิแทลลิที จำกัด ในราคา 5,300 ล้านบาท
โดยการขายทรัพย์สินให้แก่ออร์คิด ฮอสพิแทลลิที ซึ่งเป็นบริษัทที่ นายสุชาติ เจียรานุสสติ ผู้ก่อตั้งและประธาน SC Capital Partners ถือหุ้น ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมในวาระที่ 2 โดยราคาเสนอขายสูงกว่าราคาประเมินที่ 5,212 ล้านบาท ทั้งนี้ กำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 14 วัน ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด หากวาระการขายให้ ROH ไม่ได้รับอนุมัติ หรือ ROH ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนด
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติในวาระที่ 3 ให้ผู้จัดการกองทรัสต์มีอำนาจเปิดประมูลขายทรัพย์สินหลักเป็นทางเลือกสำรอง โดยกำหนดราคาขายไม่ต่ำกว่า 4,951.40 ล้านบาท หรือมีส่วนลดจากราคาประเมินไม่เกิน 5% ในกรณีที่แนวทางอื่นไม่สามารถดำเนินการได้
ส่วนวาระที่ 4 ที่ประชุมมีมติอนุมัติให้เพิกถอนหน่วยทรัสต์ GROREIT ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พร้อมเลิกกองทรัสต์และเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี
โดยแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ในฐานะทรัสตี เป็นผู้ชำระบัญชี เพื่อรวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้สินและค่าใช้จ่าย รวมถึงกันเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและการชำระบัญชีประมาณ 50 ล้านบาท ก่อนจัดสรรเงินทุนและทรัพย์สินคงเหลือคืนแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ตามสัดส่วน
ทั้งนี้ บลจ.วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ ระบุว่าจะดำเนินการตามมติที่ประชุมอย่างเคร่งครัด พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ตลท. รวมถึงดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยทรัสต์เป็นสำคัญ
“สำหรับการดำเนินการตามวาระที่ 2 หลังข้อเสนอขายทรัพย์สินให้ ROH ไม่ผ่านความเห็นชอบ บลจ.วรรณจะเดินหน้าทำสัญญากับ All Hospitality โดยมีแผนยกเลิกสัญญาเดิมและลงนามสัญญาใหม่ภายใน 1-2 วัน พร้อมรับเงินมัดจำ 100 ล้านบาทในวันลงนาม และชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 5,200 ล้านบาท รวมถึงโอนกรรมสิทธิ์ให้แล้วเสร็จภายใน 14 วัน หรือภายในวันที่ 11 พ.ย. 2569”
ขณะที่ หากการโอนทรัพย์สินสำเร็จ กองทรัสต์จะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหน่วยร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อนดำเนินการคืนเงินและปิดกองทรัสต์ โดยตั้งเป้าให้กระบวนการทั้งหมดแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือน พ.ย. 2569
อย่างไรก็ตาม หาก ROH ไม่สามารถชำระเงินได้ตามกำหนด กองทรัสต์จะใช้แนวทางตามวาระที่ 3 ซึ่งผู้ถือหน่วยมีมติอนุมัติให้เปิดประมูลขายทรัพย์สินหลัก โดยกำหนดราคาขายไม่ต่ำกว่า 4,951.40 ล้านบาท หรือมีส่วนลดจากราคาประเมินไม่เกิน 5% ทั้งนี้ การเปิดประมูลคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน
นายพจน์ ระบุว่า นับตั้งแต่ ROH ไม่ชำระเงินเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา มีผู้สนใจติดต่อสอบถามเกี่ยวกับทรัพย์สินมากกว่า 20 ราย รวมถึงผู้ซื้อรายใหญ่หลายราย โดยทรัพย์สินดังกล่าวเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์เด็ดขาด (Freehold) ในทำเลศักยภาพสูงฝั่งพระนคร ซึ่งเป็นจุดเด่นที่อาจดึงดูดผู้ซื้อและเปิดโอกาสให้กองทรัสต์จำหน่ายทรัพย์สินได้ในราคาที่เหมาะสม
สำหรับเหตุผลที่ผู้ถือหน่วยไม่อนุมัติข้อเสนอขายทรัพย์สินให้ ROH ในราคา 4,873 ล้านบาทนั้น เนื่องจากราคาดังกล่าวเป็นราคาที่คำนวณไว้สำหรับการซื้อคืน ณ วันที่ 15 ก.ค. 2569 เพื่อให้ผู้ถือหน่วยได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่ระดับ 8% แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 4 เดือน การใช้ราคาเดิมจึงไม่สามารถทำให้ผู้ถือหน่วยได้รับผลตอบแทนตามเป้าหมายเดิมได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ผู้ถือหน่วยลงทุนถือครองการลงทุนมาแล้วกว่า 5 ปี จึงต้องการให้กระบวนการยุติโดยเร็ว ไม่ต้องรอคอยต่อไปอีกหลายปี โดยมีการพิจารณาราคาขายทรัพย์สินที่ 5,300 ล้านบาท





