"กสิกรไทย" ผนึก "Techsauce" พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก "ขัตติยา" ชูสมการ 3 ประสาน "เงินทุน-เทคโนโลยี-คน"
“ธนาคารกสิกรไทย” ร่วมกับ “Techsauce” สื่อด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ จัดงาน “KBank x Techsauce: EMPOWER THE FUTURE ECONOMY” ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนาน (Affiliated Program) ที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่าง ประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้นำภาครัฐ ภาคการเงิน และองค์กรชั้นนำระดับโลก ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคตผ่านการเชื่อมโยงเงินทุน เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพคน
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank กล่าวว่า ในปัจจุบัน ทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ เทคโนโลยี AI เข้ามาเปลี่ยนวิถีการผลิต การทำงาน และการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ
ขณะที่ ความยั่งยืน ได้กลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจทางธุรกิจและการลงทุน เหล่านักลงทุนต่างกำลังมองหาประเทศที่มีทั้งโอกาสการเติบโต มีความพร้อมในการปรับตัว และมีพันธมิตรที่ช่วยให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ
ธนาคารกสิกรไทย เชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นส่วนสำคัญของโอกาสเหล่านี้ ทั้งในด้านภาคการผลิต บริการ เครือข่ายผู้ประกอบการ และทำเลที่ตั้งที่เชื่อมโยงกับตลาดอาเซียน
“เวทีนี้จะช่วยเชื่อมประสานทิศทางระดับประเทศไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคธุรกิจและการเงิน โดยเราจะได้ฟังทิศทางการค้าและโอกาสของประเทศไทยจากท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อมอบข้อคิดเห็นแก่พวกเราในวันนี้”
นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทย ยังจะได้เปิดมุมมองร่วมกับผู้นำองค์กรชั้นนำระดับโลก ได้แก่ IFC (ในเครือ World Bank Group), Standard Chartered Bank, Microsoft และ Accenture ในประเด็นการระดมทุนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน การเชื่อมโยงเงินทุนระดับโลก การประยุกต์ใช้ AI และการพัฒนาทักษะ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับการแข่งขันในเศรษฐกิจโลก
เศรษฐกิจแห่งอนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราเฝ้ารอให้เกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถร่วมกันสร้างขึ้นมาได้
"หวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานในวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่เราจะร่วมกันเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นการเติบโตที่ยั่งยืน โดยธนาคารกสิกรไทย มุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นพันธมิตรเคียงข้างในทุกเส้นทางของทุกท่านเช่นเดียวกัน เพื่อร่วมกันเปลี่ยนโอกาสให้เป็นการเติบโตที่ยั่งยืน"
“ศุภจี” แผนที่การค้าใหม่ Trusted Partner
พร้อมกันนี้ ในงานคู่ขนานครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลิกโฉมการค้าแห่งอนาคต : สร้างโอกาสในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ (Reimagining Trade for the Future: Unlocking Growth in a Changing Global Economy)” ได้ฉายภาพทิศทางการปรับตัวทางการค้าของไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
โดยภูมิทัศน์การค้าโลกในปัจจุบันกำลังเผชิญ 4 ความเปลี่ยนแปลงสำคัญ ได้แก่ 1.) การเข้าสู่ยุคโลกหลายขั้ว (Multipolar World) ที่ทำให้การเลือกคู่ค้าจากต้นทุนต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถไปต่อได้ 2.) การเกิด กติกาใหม่ (New Rules) ที่เชื่อมโยงมาตรการทางการค้าเข้ากับความมั่นคงและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี 3.) การเข้ามาของ AI และดิจิทัล ที่เร่งความเร็วและลดต้นทุนธุรกรรม 4.) ตลอดจนความยั่งยืนและความมั่นคง (Sustainability & Security) ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขบังคับในการค้า
ท่ามกลางความท้าทายนี้ แม้การส่งออกของไทย 1 ใน 3 ยังพึ่งพาสหรัฐฯ และจีน แต่ด้วยตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่เป็นกลางและตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน ไทยจึงถูกวางตำแหน่งเป็น “ผู้ค้าที่ไว้วางใจได้” (Trusted Partner) ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ยังคงขยายตัวได้สูงถึง 18.9% ทั้งในตลาดหลักและตลาดใหม่
ชู “กุญแจ 4 ดอก” ปลดล็อกโอกาสเติบโตยุคใหม่
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การค้าแห่งอนาคตของไทย มุ่งเน้นการใช้กุญแจสำคัญ 4 ดอก เพื่อสร้างการเติบโตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน
1.Rethink Partnerships (คิดใหม่เรื่องพันธมิตร) เปลี่ยนจากคู่ค้าแบบแข่งราคา มาเป็นพันธมิตรที่ไว้ใจได้ภายใต้หลัก Mutual Benefit & Mutual Trust ผ่านโมเดล Co-creation หรือการร่วมกันออกแบบและผลิตเพื่อส่งออกไปตลาดที่ 3 เช่น การร่วมลงทุนอาหารแปรรูปและอุตสาหกรรมสีเขียวกับอินเดีย, การฟื้นเวทีการค้าร่วมกับจีนในรอบ 8 ปีเพื่อพัฒนาอาหารแห่งอนาคต, การจับคู่จุดแข็งฮาลาลกับอินโดนีเซีย, และการเร่งผลักดัน FTA ไทย-EU ซึ่งปัจจุบันไทยยังมีสัดส่วนส่งออกไป EU ไม่ถึง 10%
2.Redefine Values (ให้นิยามคุณค่าใหม่) สลับคำถามจาก “ไทยมีอะไร” เป็น “โลกต้องการอะไร” โดยใช้ตลาดนำการผลิต ปรับเปลี่ยนจากการขายสินค้าโภคภัณฑ์ สู่สินค้ามูลค่าสูง เช่น ข้าวพรีเมียมคาร์บอนต่ำ, อาหารฟังก์ชันสำหรับสังคมสูงวัย, สินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตด้วยพลังงานสะอาด, และการยกระดับภาคบริการด้วยการท่องเที่ยวเชื่อมโยงอาหารและสุขภาพ
3.Rewire Trade (เชื่อมการค้า ทุน เทคโนโลยี และคน) ดันมาตรการ Fast Track เปลี่ยนยอดขอส่งเสริมการลงทุนครึ่งปีแรกมูลค่า 1.47 ล้านล้านบาท (เติบโต 37% โดยกว่า 3 ใน 4 เป็นกิจการดิจิทัล) ให้เกิดการลงทุนจริง พร้อมผลักดันกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) เพื่อขยายตลาดดิจิทัลจาก 65 ล้านคน สู่ 650 ล้านคน และดันมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนจาก 1 ล้านล้าน สู่ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 รวมถึงการยกระดับ SMEs ซึ่งมีจำนวน 2 ใน 3 ของผู้ส่งออกแต่สร้างมูลค่าเพียง 12% ให้ปรับตัวสู่การใช้ AI และสร้างแบรนด์
4.Rebuild Trust & Resilience (สร้างความเชื่อมั่นและความยืดหยุ่น) เปลี่ยนความยั่งยืนจากภาระ (Compliance) มาเป็นจุดขายสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ผ่านมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ เช่น โครงการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และกลไก Green Finance / Trade Finance จากภาคการเงิน
“ย้ำว่าไม่มีประเทศใดที่ถือกุญแจครบทุกดอกได้เพียงลำพัง ประเทศไทยเรามีกุญแจบางดอก ทั้งที่ตั้ง ตลาด และความเป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย ขณะที่ภาคเอกชนและพันธมิตรระหว่างประเทศถือกุญแจอีกหลายดอก ทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายทั่วโลก ประตูแห่งการเติบโตจะเปิดได้ก็ต่อเมื่อเราไขกุญแจแต่ละดอกไปพร้อมๆ กัน”
นางศุภจี ยังกล่าวด้วยว่า การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้วางเป้าหมายให้ไทยเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้าไปเติมเต็มช่องว่างของคู่ค้าทั่วโลก โดยภาครัฐพร้อมเร่งเปิดตลาดใหม่ ลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันในรูปแบบ “ทีมประเทศไทย” ร่วมกับภาคเอกชนและภาคการเงิน เพื่อเปลี่ยนโอกาสและความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันให้กลายเป็นข้อตกลงทางการค้า การลงทุน และการจ้างงานที่จับต้องได้อย่างยั่งยืน
"4กูรูระดับโลก" ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ชูพลัง AI ระดมทุนเอกชนขับเคลื่อน "เศรษฐกิจอนาคต"
สำหรับเวทีเสวนาหัวข้อ “Powering the Future Economy – Growth, Technology, and Sustainability” ผู้บริหารจาก “4 องค์กรชั้นนำระดับโลก” ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงมุมมองจากภาครัฐ ภาคการเงิน ภาคธุรกิจ องค์กรระหว่างประเทศ และผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ร่วมกันเปลี่ยนความท้าทายของโลกให้เป็นโอกาสการเติบโต ให้กับประเทศไทย และสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
IMF เปิดกลยุทธ์ 4 เสาหลัก หนุน MSME ไทยก้าวข้ามกับดักส่งออก
นายซาร์เวช ซูรี รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ในเครือกลุ่มธนาคารโลก กล่าวถึง “การระดมเงินทุนภาคเอกชนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” ว่า IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เติบโตราว 3.1% ทว่าเบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวกำลังสะท้อนภาพ “ภาวะการเติบโตที่แตกแยกสองขั้ว” (Divergent Growth) อย่างน่ากังวล
โดยมีเพียง 32 ประเทศทั่วโลกที่ครองสัดส่วนถึง 95% ของการเติบโตทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน มาเลเซีย และไทย
ในทางกลับกัน ประเทศในภูมิภาคที่เผชิญความขัดแย้ง เช่น ตะวันออกกลางและเอเชียกลาง กลับถูกคาดการณ์ว่าจะติดลบ 0.3% นอกจากนี้ ช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานยังคงถ่างกว้าง สะท้อนจากสถิติที่ประชากรในแอฟริกาถึง 46% และในปาปัวนิวกินีอีกกว่า 34% ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในครัวเรือน
ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับวิกฤติความเหลื่อมล้ำ กลุ่มธนาคารโลกจึงปักปักหมุดให้ “การสร้างงาน” เป็นเข็มทิศหลัก เนื่องจากคาดการณ์ว่าในอีก 10–15 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่ในประเทศกำลังพัฒนาเข้าสู่ตลาดแรงงานสูงถึง 1,200 ล้านคน แต่ระบบเศรษฐกิจเดิมจะรองรับได้เพียง 420 ล้านตำแหน่ง เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าแรงงานถึง 2 ใน 3 อาจไร้ตำแหน่งงานรองรับ
“เนื่องจาก 90% ของตำแหน่งงานเกิดจากภาคเอกชน กลุ่มธนาคารโลกจึงปรับบทบาทจากการปล่อยกู้แก่ภาครัฐ มาเป็นการนำงบการเงินไปต่อยอดเพื่อ ระดมเงินทุนจากภาคเอกชน ให้ได้สูงสุด"
นายซาร์เวช กล่าวต่อว่า โดยในปีงบประมาณที่ผ่านมา IFC และกลุ่มธนาคารโลกสามารถสร้างสถิติระดมทุนภาคเอกชนได้ถึง 12,000 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก เติบโตขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีก่อนหน้าที่ 3,200 ล้านดอลลาร์
ในการดึงดูดเงินทุนภาคเอกชน IFC ได้วาง ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก ได้แก่ 1.การสร้างโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐาน (Foundational Infrastructure) เช่น ระบบพลังงาน การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล 2.การร่วมมือกับภาครัฐปรับปรุงกฎระเบียบ (Stable Regulations) สร้างสิ่งจูงใจและความเสถียรเพื่อดึงดูดการลงทุนระยะยาว 3.การสนับสนุนภาคเอกชนโดยตรง (Private Support) จัดหาเครื่องมือทางการเงิน การยกระดับทักษะ และการสนับสนุนทางเทคนิค
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่ 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ที่สร้างงานสูงสุด ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน, เทคโนโลยีดิจิทัล, เกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งจ้างงานเกือบ 50% ในประเทศกำลังพัฒนา, การท่องเที่ยว ซึ่งสร้างงานต่อเงินลงทุนสูงสุด และการผลิตสร้างมูลค่าเพิ่ม
สำหรับประเทศไทย นายซาร์เวช ชี้ว่ากลุ่มผู้ประกอบการไมโคร เล็ก และกลาง (MSMEs) ถือเป็นกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจ คิดเป็น 99.6% ของจดทะเบียนทั้งหมด และสร้างการจ้างงานถึง 70% แต่กลับพบความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างเมื่อการส่งออกของไทยกว่า 80% กระจุกตัวอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่เพียง 1%
เพื่อทลายข้อจำกัดนี้ กลุ่มธนาคารโลกจึงได้เปิดตัว ยุทธศาสตร์ใหม่ในการสนับสนุน MSMEs ผ่าน 4 เสาหลัก (4 Pillars Strategy)
ประกอบด้วย 1.Visible (มองเห็นศักยภาพ) ประเมินสินเชื่อจากกระแสเงินสด ประวัติการค้า และสินทรัพย์ซอฟต์แวร์ แทนการใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันแบบเดิม 2.Connected (เชื่อมโยงเครือข่าย) จับมือกับดิจิทัลแพลตฟอร์ม เช่น Grab ซึ่งช่วยให้เข้าถึงและกระจายสินเชื่อแก่ MSMEs กว่า 32 ล้านรายในภูมิภาคอาเซียน 3.Enabled (ยกระดับทักษะ) เสริมสร้างทักษะความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัลและ AI เพื่อให้ธุรกิจรายย่อยนำเทคโนโลยีไปเพิ่ม productivity ได้จริง 4.Financed (เติมเต็มแหล่งทุน)จัดหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมเมื่อ MSMEs มีความพร้อมครบทั้ง 3 มิติแรก
นายซาร์เวช สรุปทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุค AI ไม่สามารถปล่อยให้ผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่เพียงบริษัทใหญ่หรือประเทศพัฒนาแล้วได้ แต่ต้องอาศัยการระดมทุนภาคเอกชนควบคู่กับการดึงกลุ่ม MSMEs เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทั้งแข็งแกร่ง ทั่วถึง และยั่งยืนอย่างแท้จริง
สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เตือนภัย "Day Zero" ดักทางคู่แข่งข้ามอุตฯ-สร้างความยืดหยุ่น
นายยาน เม็ตซ์เกอร์ หัวหน้าสายงาน Coverage Banking ระดับโลก ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ชี้โอกาสเชื่อมโยงธุรกิจและเงินทุนสู่ตลาดโลกว่า การเติบโตยุคใหม่ถูกขับเคลื่อนด้วยความเร็วและโมเดลธุรกิจที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“โลกธุรกิจในปัจจุบัน” กำลังเผชิญกับอัตราการเกิดและเติบโตขององค์กรยุคใหม่ด้วยความเร็วระดับประวัติการณ์ ในอดีตการสร้างบริษัทให้มีรายได้แตะ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษ
ทว่าในปัจจุบัน บริษัทที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่ถึง 6 ปี กลับสามารถทำรายได้สูงถึงระดับดังกล่าวได้แล้ว ดังจะเห็นได้จากอิทธิพลของบริษัทอย่าง OpenAI, Anthropic, ByteDance หรือการทะยานขึ้นของ Nvidia ซึ่งไม่เคยอยู่ในระบบการรับรู้ของนักลงทุนเมื่อ 10 ปีก่อน
“การเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกเช่นนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงธุรกิจเข้ากับแหล่งเงินทุนระดับโลกเพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด”
เพื่อคว้าโอกาสในตลาดโลกและเข็มทิศองค์กรผ่านมรสุมความไม่แน่นอน นายยาน ได้นำเสนอแนวคิดยุทธศาสตร์หลักสำหรับภาคธุรกิจว่า การรับมือปรากฏการณ์ ‘Day Zero’ หรือผู้นำองค์กรและคณะกรรมการบริหารต้องระมัดระวังการถูกดิสรัปต์ข้ามอุตสาหกรรมจากคู่แข่งที่คาดไม่ถึง
ซึ่งเดิมทีการแข่งขันข้ามสายงานเคยเกิดขึ้นทุกๆ 80 ปี แต่ปัจจุบันจะเกิดขึ้นกับทุกธุรกิจในอีก 20 ปีข้างหน้า ดังเช่นกรณีของ BYD ที่เริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายเล็กในจีนจนกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลก หรือธุรกิจโรงแรมที่ถูกดิสรัปต์โดยบริษัทอินเทอร์เน็ต
แน่นอนว่า องค์กรจำเป็นต้องปรับ การเชื่อมโยงสู่ตลาดโลกยุคใหม่ ต้องเปลี่ยนเป้าหมายจากการเน้นประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำสุด (Efficiency) มาเป็นการสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับวิกฤติ เช่น การปรับโรงงานให้สามารถผลิตสินค้าได้หลากหลายรูปแบบเพื่อรับมือกับกำแพงภาษี หรือเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นราว 10% ก็ตาม
พร้อมกับ “การทำงานกับภาครัฐในฐานะคู่ค้าสำคัญ” โดยภาครัฐทั่วโลกจะเข้ามามีบทบาท กำหนดทิศทาง และเข้าลงทุนในระดับบริษัทเอกชนสูงที่สุดในรอบ 70 ปี นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ทักษะการทำงานร่วมกับภาครัฐกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของธุรกิจข้ามชาติ
นอกจากนี้ การเชื่อมโยงเงินทุนและเทคโนโลยีสู่การเติบโตที่ยั่งยืนยังต้องอาศัยการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ในยุค AI ที่ความรู้สามารถเข้าถึงได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทักษะการจดจำความรู้เดิมจะลดมูลค่าลง โดยมนุษย์จะแข่งขันกันด้วย ความอยากรู้อยากเห็นทางปัญญา (Intellectual curiosity), ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy), วิจารณญาณ (Judgment) และความยืดหยุ่น (Flexibility)
“คาดการณ์ว่าแรงงานยุคใหม่จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการปรับเปลี่ยนอาชีพที่แตกต่างกันถึง 6 อาชีพหรือ 6 ทักษะตลอดช่วงชีวิต เพื่อสร้างการเติบโตที่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลก”
นายยาน สรุปว่า องค์กรที่สามารถปรับตัวได้เร็ว สร้างความยืดหยุ่นให้ระบบธุรกิจ และพัฒนาบุคลากรให้มีความคล่องตัว จะเป็นกลุ่มที่สามารถดึงดูดเงินทุนและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันบนเวทีการค้าโลกได้อย่างยั่งยืน
ไมโครซอฟต์ ชูไทยตัวอย่างความสำเร็จดึงประชาชนเข้าถึง AI
นายอาซาร์ คูลิบาลี รองประธานประจำภูมิภาคและรองที่ปรึกษากฎหมายทั่วไป ฝ่ายกิจการองค์กร กิจการภายนอกและกฎหมาย Microsoft Asia กล่าวถึงการขยายโอกาสเข้าถึง AI และการพัฒนาทักษะดิจิทัล ระบุว่า โลกธุรกิจยุคปัจจุบันต้องปรับเปลี่ยนมุมมองจากการวัดผลเพียงการประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ๆ มาเป็นการวัด ผลกระทบทางเศรษฐกิจจริง (Economic Impact) ที่เกิดจากการนำ AI ไปประยุกต์ใช้งานในสังคม
พร้อมเตือนว่า เตือนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเสี่ยงกว้างขึ้น หากไร้การบริหารจัดการ เนื่องจาก “ดัชนีการแพร่กระจายของเทคโนโลยี AI” แสดงให้เห็นว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วมีแนวโน้มที่จะรับเอา AI ไปใช้ได้รวดเร็วกว่า ซึ่งหากปล่อยไปตามธรรมชาติ อาจส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศขยายกว้างขึ้น
อย่างไรก็ดี มนุษย์สามารถกำหนดและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะดังกล่าวได้ ด้วยการเร่งสร้าง ความพร้อมทาง AI (AI Readiness) และ ความรู้เท่าทัน AI (AI Literacy) เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกประเทศสามารถเติบโตและก้าวทันคลื่นความเปลี่ยนแปลงได้
สำหรับประเทศไทย ไมโครซอฟท์ มองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการแพร่กระจายและการยอมรับใช้งาน AI รวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการ TH-AI ที่มุ่งกระจายความรู้และความพร้อมด้าน AI ไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ไม่จำกัดอยู่เพียงกลุ่มบุคลากรทักษะสูง ผู้เชี่ยวชาญ หรือภาคการเงินเท่านั้น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัว Center for the Global South ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เพื่อรวบรวมการดำเนินงานด้านการพัฒนาทักษะ โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายสาธารณะ เพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยีในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเปรียบเทียบกับความสำเร็จของสวิตเซอร์แลนด์ในต้นศตวรรษที่ 20 ที่ขยายระบบไฟฟ้าไปยังโรงเรียนและรถไฟได้เร็วที่สุด จนกลายเป็นปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ
ท้ายนี้ นายคูลิบาลี กล่าวว่า พันธกิจของไมโครซอฟท์ คือ การพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้ทุกคนและทุกองค์กรบรรลุผลสำเร็จได้มากขึ้น (Achieve More) เพื่อให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศกำลังพัฒนาร่วมเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จาก AI ได้อย่างยั่งยืน
Accentureชี้ AI ยุคใหม่วัดกันที่ "Adoption & Context"
นายอะนูป ซากู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Accenture ชูการนำ AI มายกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจว่า สนามแข่งขันของ AI ในปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่ความซับซ้อนของเทคโนโลยีอีกต่อไป
แต่กุญแจสร้างความได้เปรียบที่แท้จริง วัดกันที่ อัตราการยอมรับใช้งาน (Adoption) และ การประยุกต์ใช้ในบริบทเฉพาะตัวขององค์กร (Context) เพื่อสกัดมูลค่าทางเศรษฐกิจและการเติบโตที่จับต้องได้
หลายองค์กรมักนำ AI ไปใช้ปรับปรุงงานเอกสารหรืองานหลังบ้านเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งสร้างเพียงประโยชน์แบบกระจัดกระจาย (Micro fragments of benefits) ที่นำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ยาก ภาคธุรกิจจึงควรมุ่งนำ AI ไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการนำข้อมูลธุรกรรมมหาศาลมาเพิ่ม ความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Resilience) ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้มากกว่า
การขับเคลื่อน AI ให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยการปรับวัฒนธรรมองค์กรใน 2 มิติหลัก คือ “ยกระดับสู่ AI Fluency” ปรับจากการมีความรู้เบื้องต้น ไปสู่การสร้างความคล่องแคล่วในการนำ AI มาประยุกต์ใช้กับงานประจำวัน และ “ทลายการทำงานแบบแยกส่วน” ผู้นำระดับบริหาร (C-suite) ต้องทลายอุปสรรคการทำงานแบบ Silos และสร้างเป้าหมายร่วมกัน (Shared purpose) เพื่อดึงศักยภาพของ AI มาใช้ทั่วทั้งองค์กร
นายอะนูป กล่าวสรุปว่า ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนอยู่ในจุดที่ได้เปรียบสูงในการรับเอาเทคโนโลยีมาใช้ พร้อมชื่นชมการวางกรอบวาระการเติบโตของไทย (Thailand Growth Agenda) ที่เน้นการนำ AI มาใช้ในทางที่ถูกต้องและตรงจุด เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
จากคลื่นนวัตกรรมสู่การเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบอย่างยิ่ง ทว่าการเปลี่ยนคลื่นเทคโนโลยี AI ให้กลายเป็น “ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ” ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แต่ต้องอาศัยการทลายการทำงานแบบแยกส่วนและความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เทคโนโลยี AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งแก่คนกลุ่มน้อย แต่เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เติบโต แข็งแกร่ง ทั่วถึง และยั่งยืนสำหรับทุกคนในสังคมอย่างแท้จริง





