โบรกเกอร์ประเมินมาตรการ “บ้านคนละหลัง PLUS” ช่วยพยุงอสังหาฯ ได้จำกัด ท่ามกลางกำลังซื้อเปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง และแบงก์เข้มงวดสินเชื่อ แนะเลือกหุ้นใหญ่ฐานะการเงินแกร่ง ชูปันผลสูง 6-10% เด่น AP-SIRI-SPALI พร้อมมองนิคมอุตสาหกรรมและอสังหาฯ เชิงพาณิชย์น่าสนใจกว่าที่อยู่อาศัย
KEY POINTS
- นักวิเคราะห์ประเมินว่ามาตรการสินเชื่อ “บ้านคนละหลัง PLUS” มีผลบวกต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์อย่างจำกัด เนื่องจากกำลังซื้อที่เปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร
- โบรกเกอร์แนะกลยุทธ์ลงทุนให้เน้นหุ้นอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและมีการกระจายพอร์ตโครงการที่หลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยง
- จุดเด่นที่น่าสนใจลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้คืออัตราเงินปันผลที่สูง โดยคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 6-10% ซึ่งเหมาะกับภาวะที่ตลาดยังฟื้นตัวจำกัด
- หุ้นเด่นที่ได้รับการแนะนำ ได้แก่ AP, SIRI และ SPALI ซึ่งถูกมองว่ามีผลการดำเนินงานที่ดี มีความแข็งแกร่ง และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง
- นักวิเคราะห์มองว่ากลุ่มอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น โดยกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและอสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์มีความน่าสนใจมากกว่า
มาตรการสินเชื่อบ้าน “บ้านคนละหลัง PLUS” วงเงิน 50,000 ล้านบาท สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เป็นหนึ่งในมาตรการภาครัฐที่มุ่งสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อและกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่า ผลบวกต่อภาคอสังหาฯ ยังมีจำกัด ท่ามกลางกำลังซื้อที่เปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือนสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและจ่ายเงินปันผลสูง
“วิจิตร อารยะพิศิษฐ” ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า มาตรการสินเชื่อบ้านคนละหลัง Plus วงเงิน 50,000 ล้านบาท ช่วยหนุน Sentiment หุ้นอสังหาฯ ได้เพียงเล็กน้อย แต่ยังไม่เพียงพอกระตุ้นตลาดให้ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกำลังซื้อกลุ่มระดับกลาง-ล่างยังเปราะบางตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่
ขณะเดียวกัน ธนาคารพาณิชย์ยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ Reject Rate อยู่ในระดับสูง ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคมีข้อจำกัดในการกู้ซื้อบ้าน กดดันการฟื้นตัวของตลาดและราคาหุ้นกลุ่มอสังหาฯ อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ประเมินหุ้นอสังหาฯ ยังน่าสนใจลงทุนระยะกลาง-ยาว จากราคาหุ้นที่ไม่แพงและปันผลสูง 6-8% โดยบริษัทขนาดใหญ่ยังมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ช่วยลดความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้และปัญหาหุ้นกู้เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการที่มีฐานะการเงินเปราะบาง
สำหรับหุ้นเด่นที่แนะนำ AP ซึ่งมีชื่อเสียงและผลงานดำเนินธุรกิจที่ดี โดยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ และคาดหวังปันผลได้ตั้งแต่ 6% ขึ้นไป
ส่วน SIRI มีผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 โดดเด่น และคาดว่าไตรมาส 4 ยังเติบโตต่อเนื่อง พร้อม ปันผลสูงราว 8% เหมาะเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรับผลตอบแทนจากเงินปันผลในช่วงอสังหาฯ ฟื้นตัวจำกัด
“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า มาตรการสินเชื่อบ้านวงเงิน 50,000 ล้านบาท สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีผลกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ในระดับปานกลาง แต่ยังช่วยระบายสต็อกได้จำกัดจากกำลังซื้อที่เปราะบาง และมีผู้ประกอบการที่เข้าเงื่อนไขเพียงบางราย ขณะที่การฟื้นตัวของธุรกิจยังขึ้นอยู่กับการฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
สำหรับกลยุทธ์ลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่มีการกระจายพอร์ตสินค้า ทั้งโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม มีโครงการครอบคลุมหลายทำเล ทั้งในเมือง นอกเมือง และต่างจังหวัด ควบคู่กับการมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนระหว่างที่ธุรกิจยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างจำกัด
หุ้นเด่นที่แนะนำ SPALI ซึ่งมีจุดเด่นด้านการกระจายพอร์ตโครงการทั้งแนวราบและแนวสูง รวมถึงมีโครงการครอบคลุมหลายทำเล ตอบโจทย์กลยุทธ์การลงทุนที่เน้นความหลากหลายและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป อีกทั้งยังมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับสูงเกือบ 10% ต่อปี จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรับผลตอบแทนจากเงินปันผลในช่วงที่หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภค
“กรรณ์ หทัยศรัทธา”, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ยังคงให้น้ำหนักหุ้นอสังหาฯ เป็นกลาง โดยมองว่ามาตรการสินเชื่อบ้านวงเงิน 50,000 ล้านบาทและการปรับผังเมือง กทม. ช่วยหนุนตลาดได้เพียงเล็กน้อย ขณะที่กำลังซื้อครัวเรือนและ SME ยังเปราะบาง และผู้พัฒนาโครงการเผชิญต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นจาก Bond Yield และ Credit Spread ที่ปรับเพิ่มขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการที่ต้องออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อระดมทุนสำหรับพัฒนาโครงการ ต้องแบกรับต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดยังมีโครงการใหม่เปิดตัวออกมาเป็นจำนวนมาก เพิ่มแรงกดดันด้านการแข่งขันและการขายที่อยู่อาศัย โดยภาพรวมจึงเป็นภาวะที่ทั้งผู้ซื้อเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ และผู้พัฒนาโครงการต้องรับมือกับต้นทุนการระดมทุนที่สูงขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงหุ้นอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็ก และเน้นหุ้นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความแข็งแกร่งและสามารถรองรับความผันผวนของตลาดได้ดีกว่า
หากพิจารณาแยกตามประเภทธุรกิจ ยังให้น้ำหนักกลุ่มอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัยน้อยที่สุด เนื่องจากยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่เปราะบางและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งครอบคลุมธุรกิจศูนย์การค้า และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม มีความน่าสนใจมากกว่าในเชิงเปรียบเทียบ สำหรับการเลือกลงทุนท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังฟื้นตัวได้จำกัด




