กระแสข่าวลือสหรัฐฯ ผลิตทองคำจากปรอท จุดคำถามอนาคตราคาทองคำ ผู้เชี่ยวชาญชี้ยังไร้หลักฐานยืนยัน แม้ทำได้ในทางทฤษฎีแต่ต้นทุนสูงและมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัย ขณะที่เป้าหมายทองคำบาทละ 100,000 บาท ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
KEY POINTS
- มีกระแสข่าวลือว่าสหรัฐฯ สามารถผลิตทองคำจากปรอทได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาทองคำในอนาคตปรับลดลง และกระทบต่อเป้าหมายราคาทองคำบาทละ 100,000 บาท
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าข่าวดังกล่าวยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ และแม้ในทางทฤษฎีจะทำได้ผ่านกระบวนการทางนิวเคลียร์ แต่มีต้นทุนที่สูงมาก
- การผลิตทองคำด้วยวิธีนี้ยังมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยจากกัมมันตภาพรังสีตกค้าง ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์
- หากสามารถผลิตได้จริงในเชิงพาณิชย์ ประเทศผู้คิดค้นอาจไม่มีแรงจูงใจที่จะเปิดเผยเทคโนโลยี เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์สำรองระหว่างประเทศที่สำคัญ
- นักลงทุนจึงไม่ควรให้น้ำหนักกับข่าวลือนี้มากเกินไป เพราะยังไม่มีหลักฐานยืนยัน และเป้าหมายทองคำบาทละ 100,000 บาทยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นหลัก
โลกออนไลน์กำลังพูดถึงกระแสข่าวที่ว่าสหรัฐฯ สามารถเปลี่ยน “ปรอทให้เป็นทองคำ” ได้ ทำให้เกิดคำถามว่า หากเทคโนโลยีนี้ทำให้ผลิตทองคำได้จริงในอนาคต จะส่งผลให้ทองคำมีปริมาณเพิ่มขึ้นและราคาปรับลดลงหรือไม่ รวมถึงเป้าหมาย “ทองคำบาทละ 100,000 บาท” ที่นักลงทุนจับตา จะยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้หรือไม่
วรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า กระแสข่าวดังกล่าวยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากสำนักข่าวหลักหรือสภาทองคำโลก แม้ในทางทฤษฎีจะมีความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนธาตุหนึ่งให้เป็นอีกธาตุหนึ่งผ่านกระบวนการทางนิวเคลียร์ แต่การผลิตทองคำด้วยวิธีดังกล่าวมีต้นทุนสูงมาก อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านกัมมันตภาพรังสีตกค้าง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์
ทั้งนี้ หากสามารถผลิตทองคำด้วยวิธีดังกล่าวได้จริงในเชิงพาณิชย์ ผู้คิดค้นหรือประเทศที่พัฒนาเทคโนโลยีได้อาจไม่มีแรงจูงใจที่จะเปิดเผยกระบวนการทั้งหมดต่อสาธารณะ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศและมีบทบาทต่อระบบการเงินโลก ดังนั้น นักลงทุนยังไม่ควรให้น้ำหนักกับกระแสข่าวลือดังกล่าวมากเกินไป เพราะยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีการผลิตทองคำจากปรอทในระดับที่ส่งผลต่ออุปทานทองคำเชิงพาณิชย์ โดยทิศทางราคาทองคำในปัจจุบันยังขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเงินเป็นสำคัญ
สำหรับแนวโน้มราคาทองคำระยะสั้น ประเมินว่า ราคาทองคำโลก (Gold Spot) อยู่ในทิศทาง Sideway Down หรือแกว่งตัวลง หลังจากเคลื่อนไหวทรงตัวบริเวณ 4,060 ดอลลาร์ต่อออนซ์นานประมาณ 3 สัปดาห์ ก่อนหลุดระดับดังกล่าวและอ่อนตัวลงต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เริ่มเห็นแรงขายจากกองทุนทองคำขนาดใหญ่อย่าง SPDR Gold Trust ค่อนข้างมาก สะท้อนโมเมนตัมเชิงลบของตลาด โดยมีแนวรับแรกที่ 3,976 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับสำคัญของปีบริเวณ 3,945 ดอลลาร์ต่อออนซ์
โดยปัจจัยกดดันสำคัญมาจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ปรับตัวขึ้นแตะ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มขยับเข้าใกล้ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ เคลื่อนยุทโธปกรณ์ทางทหารเข้าประจำการ ส่งผลให้ตลาดกังวลถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งทางทหารกับอิหร่านในวงกว้าง
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทำให้ตลาดกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้น ซึ่งอาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดต่อไป หรือพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากแรงกดดันด้านราคาทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลลบต่อทองคำ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย จึงมีความน่าสนใจลดลงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น
นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอติดตามการประชุมธนาคารกลางสำคัญ ทั้งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) รวมถึงความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย.2569 ทำให้นักลงทุนบางส่วนเลือกปรับลดความเสี่ยงและถือเงินสดเพื่อรอความชัดเจน
อีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันราคาทองคำจาก Bond Yield ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากภาระงบประมาณของรัฐบาลหลายประเทศที่ต้องใช้เงินอุดหนุนราคาพลังงาน ส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นและเกิดแรงขายพันธบัตร เมื่อราคาพันธบัตรลดลง ผลตอบแทนจะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำในตลาดโลก
ด้านกลยุทธ์การลงทุน หากราคาทองคำโลกยังสามารถยืนเหนือแนวรับ 3,945 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ นักลงทุนอาจพิจารณาเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้นเพื่อรอการฟื้นตัว แต่หากหลุดระดับดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับฐานลงต่อ โดยมีแนวรับถัดไปบริเวณ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามกรอบประเมินที่อ้างถึงสภาทองคำโลก
ส่วนราคาทองคำในประเทศยังได้รับแรงพยุงบางส่วนจากแนวโน้มเงินบาทที่อ่อนค่า โดยประเมินแนวรับแรกบริเวณ 63,500 บาทต่อบาททองคำ เมื่อราคาทองคำโลกอยู่ที่ 3,976 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แนวรับสำคัญอยู่บริเวณ 63,000 บาทต่อบาททองคำ สอดคล้องกับราคาทองคำโลกแถว 3,945 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคายังยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้ นักลงทุนอาจพิจารณาเข้าซื้อเก็งกำไรอย่างระมัดระวัง
อย่างไรก็ตาม หากราคาทองคำโลกหลุด 3,945 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และปรับตัวลงไปทดสอบ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาทองคำไทยอาจมีโอกาสลดลงไปบริเวณ 60,700 บาทต่อบาททองคำ ดังนั้น ในระยะนี้นักลงทุนควรติดตามทิศทางดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ค่าเงินบาท และแรงซื้อขายของกองทุนทองคำอย่างใกล้ชิด ขณะที่เป้าหมายทองคำบาทละ 100,000 บาทยังต้องพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานและภาวะตลาดในระยะต่อไป มากกว่ากระแสข่าวที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน




