นายกฯ อนุทินสั่งทบทวนสูตรคำนวณ GDP ไทย รับโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ ด้าน บล.กสิกรไทย คาดมีโอกาสปรับเพิ่ม 0.2-0.5% จับตาอานิสงส์การลงทุนหนุนหุ้นแบงก์ BAY-BBL พร้อมเตือนการปรับตัวเลขไม่ใช่เศรษฐกิจโตจริงทันที
KEY POINTS
- นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธปท. พิจารณาทบทวนและปรับปรุงวิธีการคำนวณ GDP ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน
- บล.กสิกรไทย (โบรกเกอร์) ประเมินว่า หากมีการปรับปรุงวิธีคำนวณตามที่คาดการณ์ มีโอกาสที่ประมาณการ GDP ที่แท้จริงของไทยจะได้รับการปรับเพิ่มขึ้นราว 0.2-0.5%
- เป้าหมายหลักของการปรับสูตรใหม่ คือเพื่อให้การคำนวณ GDP สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ได้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับ AI, Data Center และ Supply Chain
- โบรกเกอร์มองว่า หากการปรับปรุง GDP สะท้อนแนวโน้มการลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้น จะส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยแนะนำให้ติดตามหุ้น BAY และ BBL
- นักวิเคราะห์ย้ำว่า การปรับเพิ่มตัวเลข GDP จากการเปลี่ยนวิธีคำนวณ เป็นการทบทวนข้อมูลย้อนหลัง ไม่ได้หมายถึงเศรษฐกิจเติบโตขึ้นจริงในปัจจุบัน นักลงทุนจึงควรพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจจริงควบคู่ไปด้วย
การปรับปรุงวิธีคำนวณผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงเดือนพ.ย. 2569 เนื่องจากอาจส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงได้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึง Data Center และ Supply Chain ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การปรับวิธีคำนวณ GDP ของประเทศไทยเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาปรับปรุงวิธีการคำนวณให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ เข้ามาร่วมพิจารณาแนวทางดังกล่าว
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่การรายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในเดือน พ.ย. นี้ โดยต้องติดตามว่า การทบทวนวิธีคำนวณจะมีความคืบหน้าอย่างไร และจะนำไปสู่การปรับปรุงตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงเวลาใด เนื่องจากหากมีการเปลี่ยนแปลงวิธีคำนวณจริง ย่อมส่งผลต่อการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ทั้งตัวเลขย้อนหลัง ปีปัจจุบัน และประมาณการในปีถัดไป
อย่างไรก็ตาม หากการปรับปรุงวิธีคำนวณ GDP สามารถดำเนินการได้ตามแนวทางที่คาดไว้ มีโอกาสที่ประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริงจะได้รับการปรับเพิ่มขึ้นราว 0.2-0.5% โดยตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมทั้งการทบทวนข้อมูลในอดีตและการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดและหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำมาใช้
นอกจากนี้ หัวใจของการปรับปรุงครั้งนี้ คือการทำให้การคำนวณ GDP สามารถสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI, Data Center และ Supply Chain ซึ่งมีการขยายตัวและเข้ามามีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น การปรับปรุงฐานข้อมูลและวิธีคำนวณให้ครอบคลุมกิจกรรมเหล่านี้จึงอาจช่วยให้การประเมินขนาดและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีความแม่นยำยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ผลจากการปรับปรุงตัวเลข GDP ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม แต่ยังเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การส่งออก การนำเข้า และการลงทุน ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรที่สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนที่มีแนวโน้มเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจ หากข้อมูลที่นำมาคำนวณสะท้อนมูลค่ากิจกรรมการลงทุนได้ครอบคลุมมากขึ้น ก็อาจทำให้ภาพรวมการลงทุนของไทยมีน้ำหนักต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นตามไปด้วย
สำหรับปัจจัยสนับสนุนความเป็นไปได้ของการปรับปรุง GDP ภาพรวมมองว่า มีสัญญาณจากการดำเนินงานของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ซึ่งได้ปรับปรุงวิธีคำนวณดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และข้อมูล GDP ภาคอุตสาหกรรมแล้ว โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงการปรับปรุงวิธีจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลเศรษฐกิจในระดับรายภาคส่วน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การทบทวนตัวเลข GDP ในภาพรวมมีความเป็นไปได้มากขึ้น
โดยโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันประกอบด้วยภาคบริการประมาณ 60% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม 30% และภาคเกษตรกรรม 10% ตามข้อมูลที่ประเมินไว้ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงวิธีคำนวณ GDP ภาคอุตสาหกรรมจึงมีความสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนค่อนข้างสูง หากการปรับปรุงข้อมูลทำให้มูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคนี้สะท้อนความเป็นจริงได้มากขึ้น ก็อาจส่งผลต่อการคำนวณ GDP รวมของประเทศด้วย
อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มตัวเลข GDP จากการเปลี่ยนวิธีคำนวณต้องแยกออกจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลานั้น เพราะการปรับปรุงข้อมูลหรือวิธีประเมินอาจทำให้ตัวเลขย้อนหลังและอัตราการเติบโตที่รายงานเปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ได้หมายความว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมดเพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว นักลงทุนจึงควรพิจารณาควบคู่กับข้อมูลเศรษฐกิจจริง เช่น การลงทุนภาคเอกชน การส่งออก และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน เพื่อประเมินความแข็งแกร่งของการฟื้นตัวอย่างรอบด้าน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ประเมินว่า หากการปรับประมาณการ GDP เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น และข้อมูลสะท้อนแนวโน้มการลงทุนที่แข็งแกร่งกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้ กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากภาคธนาคารมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมการลงทุนและการขยายตัวของภาคธุรกิจโดยตรง
โดยหุ้นธนาคารที่แนะนำให้ติดตาม ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) และธนาคารกรุงเทพ (BBL) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุน โดยอาจได้รับ Sentiment เชิงบวก หากตลาดปรับมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยดีขึ้น ประกอบกับมีโอกาสได้รับความสนใจจากกระแสเงินทุน (Fund Flow) ที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้ การปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัวจะปรับตัวขึ้นตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ เนื่องจากราคาหุ้นยังขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐาน ผลประกอบการ คุณภาพสินทรัพย์ และความสามารถในการสร้างรายได้ของแต่ละธนาคาร ตลอดจนระดับราคาหุ้นที่ตลาดได้สะท้อนความคาดหวังไว้แล้ว
อย่างไรก็ตาม เดือนพ.ย. นี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามทั้งการรายงาน GDP ไตรมาส 3 และความคืบหน้าการปรับปรุงวิธีคำนวณเศรษฐกิจไทย เพราะหากข้อมูลใหม่ทำให้ตลาดประเมินศักยภาพการเติบโตของประเทศดีขึ้น โดยเฉพาะด้านการลงทุน ก็อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นไทย และทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารอย่าง BAY และ BBL กลับมาเป็นกลุ่มที่น่าสนใจมากขึ้น




