โบรกคาด “กลุ่มแบงก์” ไตรมาส 4/69 สินเชื่อฟื้นตัว รับการลงทุนภาคเอกชนพุ่ง โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องระบบไฟฟ้า “บล.หยวนต้า” ชี้ 3 เดือนสุดท้าย “สินเชื่อ” ฟื้น แนะเป็นจังหวะทยอยเข้าลงทุน เน้นหุ้นปันผลสูง “บล.พาย” ชูกลยุทธ์ดักเก็บปันผล “บล.เอเซีย พลัส” ชี้ไตรมาส 4/69 กลุ่มแบงก์ชะลอตามฤดูกาล แนะสะสมดักปันผลปี 69 ยิลด์สูง 5-6%
KEY POINTS
- โบรกเกอร์คาดการณ์ว่าสินเชื่อกลุ่มธนาคารในไตรมาส 4/69 มีโอกาสฟื้นตัว โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น
- บล.หยวนต้า ชี้ว่าผลประกอบการไตรมาส 4/69 จะฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของสินเชื่อภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าและโครงการลงทุนภาครัฐ
- แม้บางโบรกเกอร์ (บล.พาย, บล.เอเซีย พลัส) มองว่าผลประกอบการไตรมาส 4/69 อาจชะลอตัวตามฤดูกาลจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่ยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นเพื่อรับปันผล
- จุดเด่นของกลุ่มธนาคารที่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันคืออัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่คาดว่าจะสูงเฉลี่ย 5-6% สำหรับปี 2569 ทำให้เป็นจังหวะน่าลงทุน
“กลุ่มธนาคารพาณิชย์” (แบงก์) ในไตรมาส 4 ปี 2569 ยังเผชิญความท้าทายจาก “ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ” ที่ลดลง และค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ขณะที่ การเติบโตของ “สินเชื่อ” มีโอกาสฟื้นตัวตาม “การลงทุนเอกชน” รวมทั้งกลุ่มแบงก์ยังมี “จุดเด่น” ด้านอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล โดยมี Dividend Yield เฉลี่ยประมาณ 5-6% ทำให้การลงทุนช่วงที่เหลือของปียังน่าจับตา
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” แนวโน้มการลงทุนใน “กลุ่มธนาคารพาณิชย์” ช่วงที่เหลือของปี 2569 ถูกมองว่าเป็นจังหวะที่ดีในการทยอยเข้าซื้อสะสม เนื่องจากผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2569 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นและฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการขยายตัวของ “สินเชื่อภาคเอกชน” โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า รวมทั้งโครงการลงทุนของภาครัฐ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงสิ้นปี แนะนำให้นักลงทุนมุ่งเน้น “หุ้นธนาคารที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง” เพื่อเตรียมรับเงินปันผลรอบหลังการประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2569 โดยใช้กลยุทธ์ซื้อขายเพื่อรับประโยชน์จากเงินปันผล
ทั้งนี้ หุ้นเด่นในกลุ่มธนาคารที่แนะนำมี 2 ตัว ได้แก่ บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB) และ ธนาคารกรุงไทย (KTB) โดย SCB คาดให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสำหรับครึ่งปีหลังประมาณ 4-5% มีราคาเหมาะสมที่ 160 บาท ขณะที่ KTB มีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของสินเชื่อภาครัฐ คาดให้ผลตอบแทนจากเงิน
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พาย กล่าวว่า โดยประเมินภาพรวมกลุ่มแบงก์ในไตรมาส 4/2569 แนวโน้มอ่อนตัวลงเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และไตรมาสก่อน ซึ่งปัจจัยกดดันหลักในไตรมาส 4 ปี 2569 มาจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่หดตัวลง และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามปัจจัยทางฤดูกาล แม้จะมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจหลักทรัพย์และกองทุนเข้ามาช่วยหนุนก็ตาม และยังต้องติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเริ่มส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้และคุณภาพสินทรัพย์ของลูกหนี้ ซึ่งคาดภาพรวมกำไรสุทธิทั้งปี 2569 กลุ่มธนาคารจะลดลงประมาณ 1.5%
สำหรับกลยุทธ์ลงทุน แนะนำให้น้ำหนักในกลุ่มธนาคารที่ระดับ Neutral (ปานกลาง) เนื่องจากกำไรสุทธิยังไม่มีสัญญาณการเติบโตที่โดดเด่น ประกอบกับราคาหุ้นในกลุ่มปรับตัวขึ้นมาแล้วเฉลี่ยกว่า 30% ในช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลให้ส่วนต่างราคา (Upside) เริ่มจำกัด
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มธนาคารยังคงมีจุดเด่นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลจึงเหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่เน้นรับเงินปันผล โดยแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นที่มีมูลค่าเหมาะสม ราคายังมี Upside และมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง
นายภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการกลุ่มแบงก์ใน ไตรมาส 4 ปี 2569 มีแนวโน้มอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นไปตามปัจจัยทางฤดูกาลที่ธนาคารมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นในช่วงสิ้นปี
อย่างไรก็ตาม มองหลังจากผ่านพ้นช่วงการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2569 ตลาดจะเปลี่ยนน้ำหนักมาให้ความสนใจกับ “เงินปันผลประจำปี” มากยิ่งขึ้น โดยคาดอัตราจ่ายเงินปันผลแต่ละธนาคารสำหรับผลประกอบการปี 2569 จะไม่ต่ำกว่าระดับปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ แนะนำระดับราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันเสนอ “อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล” เฉลี่ยสูงถึง 5-6% ซึ่งสะท้อนความน่าสนใจในการเข้าลงทุนอย่างมาก แม้มองว่า “กระแสเงินทุนต่างชาติ” (Fund Flow) อาจยังไม่มีสัญญาณไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างชัดเจน แต่เนื่องจากราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารได้ปรับฐานลงมาสะท้อนปัจจัยลบไปพอสมควรแล้วก่อนหน้านี้ แนะนำให้นักลงทุนใช้โอกาสนี้ในการทยอยเข้าซื้อสะสมหุ้นแบงก์ขนาดใหญ่เพื่อรับเงินปันผลระยะยาว โดยเลือก KTB และ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เป็นหุ้นเด่น




