วันเสาร์ ที่ 24 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เจ็กกี้-สุธน’ ผ่าศึกหุ้นเทคสหรัฐฯ-จีน จับตาฟองสบู่ AI ท่ามกลางเกมชิงเจ้าตลาดโลก

เจ็กกี้เตือนฟองสบู่ AI หุ้นเทคสหรัฐฯ เสี่ยงมูลค่าเกินจริง จับตาสงครามเทคโนโลยีสหรัฐฯ-จีน พร้อมเตือนนักลงทุนอย่าไล่ราคาตามกระแส ชูหัวใจลงทุนเลือกธุรกิจดี ซื้อในราคาที่เหมาะสม มี Margin of Safety

KEY POINTS

  • สุธน สิงหสิทธางกูร (เจ็กกี้) ชี้ว่าหุ้นเทคสหรัฐฯ กำลังเผชิญความเสี่ยงฟองสบู่ด้านมูลค่า (Valuation Bubble) จากความคาดหวังต่อ AI ที่สูงเกินพื้นฐาน แม้บริษัทจะมีกำไรจริง ซึ่งแตกต่างจากยุค Dot-com
  • จีนกำลังท้าชิงความเป็นผู้นำตลาดโลกด้วยกลยุทธ์เทคโนโลยีต้นทุนต่ำ โดยผลักดันเทคโนโลยีให้เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูก เพื่อเจาะตลาดประเทศที่ให้ความสำคัญกับงบประมาณ
  • การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีน กำลังแบ่งโลกเทคโนโลยีออกเป็นสองขั้ว ซึ่งการเลือกใช้เทคโนโลยีไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพและราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • สงคราม AI ทำให้บริษัทเทคโนโลยีต้องลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีความเสี่ยงที่การลงทุนอาจไม่คุ้มค่า หากเกิดภาวะต้นทุนสูงเกินไปหรือกำลังการผลิตมากกว่าความต้องการ
  • เจ็กกี้เตือนนักลงทุนให้หลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นตามกระแส (FOMO) เพราะหากฟองสบู่ AI แตก อาจใช้เวลานานหลายปีกว่าราคาจะฟื้นตัว และให้ระวังหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีความเสี่ยงสูง
  • หัวใจการลงทุนไม่ใช่การเลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่เป็นการเลือกธุรกิจที่ดี มีความสามารถในการแข่งขัน และซื้อในราคาที่เหมาะสมซึ่งมีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety)

กระแสการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเผชิญโจทย์สำคัญ เมื่อมูลค่าตลาดของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นสูงจากความคาดหวังต่อการเติบโต ขณะที่จีนเดินหน้าท้าทายความเป็นผู้นำด้วยกลยุทธ์เทคโนโลยีต้นทุนต่ำ เปิดทางให้การแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความก้าวหน้าทางนวัตกรรม แต่ยังครอบคลุมถึงราคา อำนาจต่อรอง และอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า หุ้นเทคโนโลยีฝั่งใดมีความคุ้มค่าสำหรับการลงทุนมากกว่า และหากฟองสบู่ AI แตก นักลงทุนจะรับมือกับความเสี่ยงอย่างไร

สุธน สิงหสิทธางกูร (เจ็กกี้) นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ กำลังเผชิญความเสี่ยงจากมูลค่าตลาดที่อยู่ในระดับสูงมาก แม้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จะมีรายได้และกำไรจริง แตกต่างจากฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยีในยุค Dot-com แต่ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นตามความคาดหวังต่อ AI อาจสูงเกินกว่ามูลค่าพื้นฐาน จนทำให้ผลตอบแทนที่คาดหวังไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ
 

ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวลในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นเหนือระดับ 5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี โดยปกติควรสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากนักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นโดยไม่ต้องรับความเสี่ยงจากตลาดหุ้นมากเท่าเดิม แต่ตลาดหุ้นเทคโนโลยีกลับไม่ได้ถูกเทขายอย่างรุนแรงในทันที สะท้อนว่าความคาดหวังต่อการเติบโตของ AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงของฟองสบู่ด้านมูลค่าตลาดในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แม้บริษัทเทคโนโลยีจะมีความสามารถในการทำกำไรจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะเหมาะสมกับการลงทุนเสมอไป เพราะการประเมินมูลค่าต้องพิจารณาด้วยว่ากำไรในอนาคตจะเติบโตได้มากเพียงใด และต้องใช้เงินลงทุนอีกเท่าไรเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

"ความแตกต่างระหว่างฟองสบู่รอบนี้กับยุค Dot-com บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากในปัจจุบันมีรายได้และกำไรเป็นรูปธรรม ขณะที่บริษัทในยุคฟองสบู่ดอตคอมบางแห่งยังไม่สามารถทำกำไรได้ แต่ทว่ากลับมีมูลค่าตลาดสูงจากความคาดหวังต่อธุรกิจ อย่างไรก็ตาม แม้บริษัท Big Tech จะมีกำไรเติบโต แต่หากราคาหุ้นแพงเกินไปและมูลค่าตลาดขยายตัวสูงเกินพื้นฐาน ก็ยังมีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับฐานรุนแรง และอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะกลับไปสู่ระดับเดิม"

ดังนั้น การพิจารณาเพียง P/E อาจไม่เพียงพอที่จะประเมินความเสี่ยง เพราะแม้กำไรจะเติบโตตามที่ตลาดคาดหวัง นักลงทุนก็อาจไม่ได้รับผลตอบแทนที่ดี หากซื้อหุ้นในราคาที่สะท้อนการเติบโตในอนาคตไปมากแล้ว ในทางกลับกัน หากผลประกอบการต่ำกว่าคาด หรือการลงทุน AI ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย ราคาหุ้นก็อาจเผชิญแรงขายอย่างหนัก

อีกปัจจัยสำคัญในการแข่งขันด้าน AI ซึ่งกำลังผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ต้องลงทุนมหาศาล ทั้งชิปประมวลผล ดาต้าเซนเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยสงคราม AI มีลักษณะคล้ายตลาดที่ผู้ชนะสามารถครองส่วนแบ่งและสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างมาก ทำให้บริษัทไม่สามารถหยุดลงทุนได้ง่าย เพราะหากคู่แข่งพัฒนาเทคโนโลยีได้เหนือกว่า ก็อาจสูญเสียความเป็นผู้นำในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การลงทุนตามคู่แข่งไม่ได้รับประกันว่าจะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า หากทุกบริษัทต่างทุ่มเงินสร้างโครงสร้างพื้นฐานในเวลาใกล้เคียงกัน ก็อาจเกิดความเสี่ยงจากต้นทุนที่สูงเกินไป หรือกำลังการผลิตมากกว่าความต้องการจริงในอนาคต นักลงทุนจึงต้องพิจารณาไม่เพียงการเติบโตของรายได้ แต่รวมถึงความสามารถในการเปลี่ยนรายได้เป็นกระแสเงินสดและผลตอบแทนจากเงินลงทุนด้วย

ขณะที่ฝั่งจีนกำลังใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างออกไป โดยอาศัยความได้เปรียบด้านต้นทุนเพื่อขยายตลาดเทคโนโลยี แม้จีนจะเผชิญข้อจำกัดด้านการเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงบางประเภท แต่เลือกผลักดันเทคโนโลยีให้กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีราคาถูกและเข้าถึงได้ง่าย โดยบางกรณีต้นทุนต่ำกว่าผู้ให้บริการฝั่งสหรัฐฯ ถึง 10-20 เท่า

ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้จีนมีโอกาสขยายตลาดในประเทศที่ให้ความสำคัญกับต้นทุน โดยเฉพาะประเทศที่มีงบประมาณจำกัดหรือไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูงที่สุด ขณะที่ประเทศพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐฯ อาจยังเลือกใช้เทคโนโลยีจากบริษัทอเมริกัน แม้ราคาสูงกว่า เพราะต้องคำนึงถึงความมั่นคงทางเทคโนโลยี ความปลอดภัยของข้อมูล และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

โดยโลกเทคโนโลยีมีแนวโน้มแบ่งออกเป็นสองขั้วมากขึ้น โดยประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ อาจเลือกใช้เทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศที่ใกล้ชิดกับจีน หรือประเทศที่ต้องการลดต้นทุนและรักษาระยะห่างจากการแข่งขันของมหาอำนาจ อาจเลือกใช้เทคโนโลยีจีนมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพและราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับอำนาจทางการเมืองและการสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศด้วย

อย่างไรก็ตาม บริษัทที่มีต้นทุนต่ำที่สุดไม่ได้เป็นผู้ชนะเสมอไป เพราะความสามารถในการแข่งขันยังขึ้นอยู่กับอำนาจต่อรอง การสนับสนุนจากภาครัฐ และการเข้าถึงตลาดที่มีข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์ด้วย นักลงทุนจึงต้องประเมินทั้งพื้นฐานธุรกิจและการแข่งขันระหว่างประเทศควบคู่กัน

สำหรับกลยุทธ์ลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นเทคโนโลยีมีความคาดหวังสูง นักลงทุนเน้นคุณค่าควรหลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นตามกระแส FOMO หรือการเข้าซื้อเพราะกลัวพลาดโอกาสทำกำไร โดยไม่พิจารณาว่าราคาหุ้นเหมาะสมกับมูลค่าที่แท้จริงหรือไม่ เนื่องจากไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่าฟองสบู่จะเกิดขึ้นหรือแตกเมื่อใด

ทั้งนี้ หากฟองสบู่แตกในช่วงที่ราคาสินทรัพย์อยู่ในระดับสูง การฟื้นตัวอาจใช้เวลานานหลายปี หรือในบางกรณีอาจนานถึง 10-30 ปี ขึ้นอยู่กับระดับราคาที่เคยซื้อขายและการเติบโตของผลประกอบการในระยะต่อมา นักลงทุนจึงควรเน้นสินทรัพย์ที่สามารถประเมินผลตอบแทนได้ และมีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยมากกว่าการไล่ตามหุ้นที่กำลังได้รับความนิยม

นอกจากนี้ ยังต้องระมัดระวังหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยเฉพาะ Data Center และ Neo Cloud ซึ่งแม้เป็นผู้ขายเครื่องมือให้แก่ผู้ประกอบการ AI ในช่วงที่ตลาดกำลังเติบโต แต่กลับอาจมีความเสี่ยงสูงจากการลงทุนล่วงหน้าและอำนาจต่อรองที่ต่ำกว่า Big Tech

ขณะที่ผู้ให้บริการบางรายต้องกู้เงินจำนวนมากเพื่อซื้อ GPU และขยายศูนย์ข้อมูล ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่มีอำนาจต่อรองสูงในการกำหนดเงื่อนไขการใช้บริการ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ให้บริการรายใหม่ที่มี GPU รุ่นใหม่กว่าและต้นทุนพลังงานต่ำกว่าอาจเสนอราคาได้ดีกว่า จนทำให้ลูกค้าย้ายไปใช้บริการรายใหม่

ผลที่ตามมาผู้ให้บริการรายเดิมอาจต้องเผชิญรายได้ลดลง แต่ยังคงมีภาระดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าเสื่อมราคาของ GPU รุ่นเก่า และต้นทุนพลังงานที่สูงอยู่ หากไม่สามารถสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่ลงทุนไปได้ตามเป้าหมาย ก็อาจเผชิญปัญหาทางการเงินอย่างหนัก แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตสูงก็ตาม

"หุ้นเทคโนโลยีและ AI บางตัวที่ได้รับผลกระทบจากการปรับฐานเคยมีราคาลดลงถึง 70-80% สะท้อนว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนที่ดีเสมอไป โดยเฉพาะธุรกิจที่มีภาระหนี้สูง ต้องลงทุนต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงที่สินทรัพย์จะล้าสมัยเร็วกว่าที่คาด"

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวยังให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอ มีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้าและบริการ และมีความเสี่ยงด้านขาลงจำกัดเมื่อเทียบกับโอกาสสร้างผลตอบแทน โดยหุ้นเทคโนโลยีที่มีความผันผวนสูงอาจเหมาะกับการบริหารสถานะเพื่อซื้อขายทำกำไร หรือใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มผลตอบแทนในบางสถานการณ์ มากกว่าการเข้าซื้อด้วยความคาดหวังว่าราคาจะปรับขึ้นต่อเนื่องโดยไม่มีการประเมินความเสี่ยง

ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนยังคงให้ความสนใจกับหุ้นกลุ่มการศึกษาในจีน ซึ่งผ่านช่วงวิกฤตและการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมมาแล้วประมาณ 3-4 ปี โดยธุรกิจบางแห่งยังมีแนวโน้มสร้างรายได้ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมากจนเกิดความแตกต่างระหว่างราคาตลาดกับแนวโน้มผลประกอบการ

สุุดท้ายไม่ว่าจะเป็นหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่มีความได้เปรียบด้านนวัตกรรม หรือหุ้นจีนที่แข่งขันด้วยต้นทุนต่ำ นักลงทุนต้องแยกให้ออกระหว่างธุรกิจที่ดีและหุ้นที่มีราคาน่าลงทุน เพราะบริษัทที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยอาจมีราคาสูงเกินพื้นฐาน ขณะที่บริษัทที่ราคาถูกก็อาจเผชิญความเสี่ยงจากการแข่งขันและข้อจำกัดทางการเมืองได้เช่นกัน

หัวใจของการลงทุนแบบ VI จึงไม่ใช่การเลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่เป็นการเลือกธุรกิจที่เข้าใจได้ มีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด มีความได้เปรียบในการแข่งขัน และซื้อขายในราคาที่มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดและความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีในระยะยาวได้