วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยุโรปติดกับดักหนี้-สวัสดิการ จับตาเงินทุนโลกย้ายฐานลงทุนหนุนเอเชีย-หุ้นไทย

ยุโรปเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากหนี้สาธารณะสูง เศรษฐกิจโตช้า และสังคมสูงวัย กดดันเงินทุนระยะยาวมองหาโอกาสใหม่ในเอเชีย ขณะที่ไทยมีโอกาสรับอานิสงส์ย้ายฐานผลิตและเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ หนุนหุ้นปันผลสูงน่าสนใจท่ามกลางทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น

KEY POINTS

  • ยุโรปเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากหนี้สาธารณะระดับสูง เศรษฐกิจเติบโตช้า สังคมสูงวัย และภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่ลดได้ยาก ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในระยะยาว
  • ความเปราะบางของเศรษฐกิจยุโรปอาจเป็นปัจจัยผลักดันให้เงินทุนทั่วโลกแสวงหาโอกาสการลงทุนในภูมิภาคที่มีศักยภาพเติบโตสูงกว่า โดยมีเอเชียเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก
  • เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติที่ต้องการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน
  • ประเทศไทยมีปัจจัยสนับสนุนจากการมีหนี้สาธารณะต่อ GDP ในระดับที่ต่ำกว่ายุโรป และมีต้นทุนทางการเงิน (อัตราดอกเบี้ย) ที่ต่ำ เอื้อต่อการรองรับการลงทุนใหม่
  • ตลาดหุ้นไทยอาจได้รับอานิสงส์จากการโยกย้ายเงินลงทุนจากตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูงให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่า ในภาวะที่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น

การประท้วงที่ขยายวงกว้างทั่วยุโรป ท่ามกลางปัญหาค่าครองชีพและแรงกดดันทางการคลัง กำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นในตลาดพันธบัตร โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่มีหนี้สาธารณะสูงและต้นทุนกู้ยืมเพิ่มขึ้น แม้ยังไม่ใช่วิกฤติหนี้ซ้ำรอยปี 2012 แต่หากความขัดแย้งทางการเมืองทำให้รัฐบาลไม่สามารถควบคุมงบประมาณได้ ความเสี่ยงอาจลุกลามสู่ตลาดการเงินยูโรโซนได้
 

กิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ปัญหาการประท้วงและจลาจลในยุโรปเป็นผลกระทบระยะสั้นที่เกิดจากอารมณ์และจิตวิทยาของมวลชน โดยคาดว่ารัฐบาลแต่ละประเทศจะใช้มาตรการรักษาความสงบเข้าควบคุมสถานการณ์จนทยอยคลี่คลาย จึงยังไม่เห็นแนวโน้มที่ความวุ่นวายดังกล่าวจะขยายวงมาสู่ภูมิภาคเอเชียโดยตรง อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องจับตาปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจยุโรป ทั้งหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจเติบโตช้า ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และข้อจำกัดในการลดรายจ่ายด้านสวัสดิการ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว
 

ทั้งนี้ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประเทศต่างๆ ในยุโรปกู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อเยียวยาประชาชนและพยุงเศรษฐกิจ ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของหลายประเทศเพิ่มขึ้นเกิน 100% แม้ในช่วง 1-2 ปีแรกหลังวิกฤติเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี แต่หลังจากนั้นการเติบโตกลับชะลอตัวลง ขณะที่ภาระหนี้เดิมยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้รัฐบาลเผชิญความยากลำบากในการสร้างรายได้ให้เติบโตทันกับภาระค่าใช้จ่ายและดอกเบี้ยที่ต้องชำระ

นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านเงินเฟ้อ โดยในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา การผงาดขึ้นของจีนในฐานะโรงงานการผลิตของโลกช่วยให้สินค้าราคาถูกลงและกดดันเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ แต่หลังปี 2561 ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยเฉพาะในยุคประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้หลายประเทศเริ่มปรับห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าด้วยต้นทุนต่ำที่สุด เปลี่ยนเป็นการสร้างความมั่นคงและความสามารถในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น

โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและการจัดหาสินค้ามีโอกาสสูงขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันระบบการค้าโลก ทำให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ควบคุมได้ยากกว่าในอดีต และเป็นข้อจำกัดต่อประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว

กิจพณ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ความเปราะบางของยุโรปยังมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะที่เศรษฐกิจเติบโตในอัตราต่ำ ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับรายจ่ายด้านบำนาญ สวัสดิการ และบริการสาธารณะในระดับสูง โดยหากเศรษฐกิจเติบโตประมาณ 2% แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้ในอัตรา 4-5% ก็จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลัง เพราะรายได้จากเศรษฐกิจเติบโตไม่ทันกับต้นทุนทางการเงินและภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็น

ขณะที่สหรัฐฯ ยังมีภาคเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ทว่ายุโรปยังขาดแรงขับเคลื่อนในลักษณะเดียวกัน ส่งผลให้การลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ทำได้ยากกว่าในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ

อย่างไรก็ตาม การลดรายจ่ายภาครัฐของยุโรปก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากรายจ่ายจำนวนมากเป็นสวัสดิการที่ประชาชนพึ่งพาอยู่ หากรัฐบาลปรับลดสวัสดิการหรือขยายอายุเกษียณ ก็อาจเผชิญแรงต่อต้านและการประท้วง ขณะที่หากเพิ่มรายจ่ายเพื่อบรรเทาความไม่พอใจของประชาชน ก็อาจทำให้การขาดดุลงบประมาณและภาระหนี้เพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุจึงมองว่า ในระยะยาวราว 10 ปีข้างหน้า ยุโรปมีความเสี่ยงที่จะถูกนักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุน โดยเฉพาะตราสารหนี้ภาครัฐ หากตลาดมองว่า รัฐบาลไม่สามารถควบคุมการขาดดุลและสร้างเสถียรภาพทางการคลังได้เพียงพอ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นและซ้ำเติมปัญหาหนี้ในระยะยาว

ส่วนในอีกด้านหนึ่ง ความเปราะบางของยุโรปอาจทำให้เงินทุนทั่วโลกหันไปแสวงหาโอกาสในภูมิภาคที่มีศักยภาพเติบโตและรองรับการลงทุนใหม่ โดยมองว่า สหรัฐฯ อเมริกาใต้ และเอเชีย เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสได้รับความสนใจจากนักลงทุน ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจุดเด่นจากการเป็นฐานการผลิตทางเลือกที่สามารถรองรับการย้ายฐานการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ ท่ามกลางความพยายามกระจายความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ

โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการที่ภาคธุรกิจต้องการลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่กระจุกตัวอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยสามารถทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกับตลาดโลกได้หลายทิศทาง ขณะที่ตะวันออกกลางยังมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน

สำหรับประเทศไทย มีปัจจัยสนับสนุนจากระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ซึ่งอยู่ในช่วง 60-70% ซี่งถือว่าต่ำกว่าหลายประเทศในยุโรปที่มีหนี้สูงกว่า 100% จึงมีโอกาสรองรับการลงทุนใหม่จากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการรองรับหนี้ยังต้องพิจารณาร่วมกับแนวโน้มเศรษฐกิจ รายได้ภาครัฐ และภาระดอกเบี้ยด้วย

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำประมาณ 1% ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ โดยบริษัทจดทะเบียนที่ไม่ได้พึ่งพาการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศมากเกินไปอาจได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยต่างประเทศในวงจำกัด นอกจากนี้ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสใช้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำได้ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงกลางปีหรือปลายปีหน้า (ปี 2570) ก่อนที่ความเสี่ยงจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจมีน้ำหนักมากขึ้น

สำหรับตลาดหุ้นไทย อีกปัจจัยที่ต้องจับตาการโยกย้ายเงินลงทุนระหว่างตราสารหนี้กับตลาดหุ้น โดยมองว่า ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า อัตราดอกเบี้ยของไทยมีโอกาสปรับขึ้นมากกว่าปรับลดลง ซึ่งหากดอกเบี้ยเข้าสู่ขาขึ้น ราคาตราสารหนี้เดิม โดยเฉพาะตราสารหนี้อายุยาว มีโอกาสปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนสามารถหาตราสารหนี้ใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าได้ ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ หรือ NAV ของกองทุนตราสารหนี้ที่ถือครองสินทรัพย์ดังกล่าวอาจได้รับผลกระทบ

ขณะเดียวกัน ปัจจุบันตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนประมาณ 3% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงมากกว่า 4% ทำให้หุ้นบางกลุ่มที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอมีโอกาสได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากกระแสเงินสด

โดยนักลงทุนที่มีเงินลงทุนอยู่ในตราสารหนี้จำนวนมากอาจต้องปรับสมดุลพอร์ต โดยโยกเงินบางส่วนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่น รวมถึงตลาดหุ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากเงินปันผล อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนย้ายเงินลงทุนไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่ดอกเบี้ยปรับขึ้น เพราะยังขึ้นอยู่กับระดับราคาหุ้น แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน และความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้

ทั้งนี้ ยกตัวอย่างตลาดหุ้นญี่ปุ่นในช่วงปี 2567 ซึ่งนักลงทุนต้องปรับมุมมองต่อผลตอบแทนของสินทรัพย์แต่ละประเภทตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายดอกเบี้ย โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย ทั้งผลประกอบการบริษัท การปฏิรูปธรรมาภิบาล และการประเมินมูลค่าหุ้น

สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ไม่มีหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนตลาดในลักษณะเดียวกับสหรัฐฯ แต่ยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงการจัดสรรเงินทุน หากนักลงทุนเพิ่มน้ำหนักในหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและมีความสามารถสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัทที่รักษาความสามารถในการทำกำไรได้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะได้รับเงินทุนไหลเข้ายังขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน เสถียรภาพทางการเมือง และความน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาค

"ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของยุโรปอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกทบทวนการจัดสรรเงินทุนในระยะยาว ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต ส่วนตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยสนับสนุนจากต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับต่ำและโอกาสที่เงินลงทุนบางส่วนจะโยกจากตราสารหนี้เข้าสู่ตลาดหุ้น ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามทิศทางดอกเบี้ย กระแสเงินทุน และแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนควบคู่กัน โดยไม่พิจารณาเฉพาะอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล แต่ต้องประเมินความเสี่ยงด้านราคาและความยั่งยืนของกำไรด้วย"