“7 ซีอีโอแบงก์” ห่วงความเสี่ยงเศรษฐกิจยังสูง “ผยง” ชี้ความเสี่ยงข้างหน้ายังเพิ่มขึ้น รับห่วงเอสเอ็มอี-อสังหาฯ “อาทิตย์” ชี้ความผันผวนไม่ใช่แค่เรื่องชั่วคราว “ขัตติยา” ห่วงกำลังซื้อเปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือนพุ่ง เร่งติดตามคุณภาพหนี้ใกล้ชิด “ชาติศิริ” จับตาความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เดินหน้าธุรกิจบนความระมัดระวัง “ปิติ” เผยตั้งสำรองเพิ่ม รองรับความเสี่ยง-ให้ความสำคัญคุณภาพสินทรัพย์
KEY POINTS
- ผยง รับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต้องดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง เน้นประคับประคองกลุ่มเปราะบาง-เอสเอ็มอีใกล้ชิด
- อาทิตย์ มองว่าความผันผวนไม่ใช่เรื่องชั่วคราว หันมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ
- ขัตติยา ห่วงกังวลกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง-ต้นทุนสูง พร้อมติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด
- ชาติศิริ ชูดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังท่ามกลางความเสี่ยงจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ-ปัจจัยท้าทายจากทั่วโลก
- ปิติ เพิ่มความระมัดระวังผ่านการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นรองรับความเสี่ยงจากน้ำท่วม ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
- ศักดิ์ชัย ชี้เน้นสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
- เคนอิจิ มองว่าความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ผลกระทบจากอุทกภัย และกำลังซื้อที่เปราะบาง กระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ภาพของ “เศรษฐกิจไทย” ในช่วงที่เหลือของปี 2569 ที่ยังเผชิญ “ความไม่แน่นอน” ต่อเนื่อง ทั้งกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง ภาระหนี้สูง การฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง ผลกระทบจากอุทกภัย
ตลอดจนความเสี่ยงจากสถานการณ์โลกที่อาจส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนธุรกิจ และตลาดการเงิน ทำให้การดำเนินธุรกิจต้องให้น้ำหนักกับการบริหารความเสี่ยงและคุณภาพสินทรัพย์ควบคู่กับการสร้างรายได้ และรักษาผลประกอบการอย่างต่อเนื่อง
แม้ผลการดำเนินงานของหลายธนาคารในช่วง 9 เดือนแรกยังเป็นไปตามเป้าหมาย แต่ภาพเศรษฐกิจไทยข้างหน้าที่ยังเปราะบาง ทำให้โจทย์การดำเนินธุรกิจหลังจากนี้ยังคงต้องเข้มข้นมากขึ้น เพื่อดูแลลูกหนี้เปราะบาง ควบคุมหนี้เสีย การบริหารต้นทุนและเงินสำรองในการรับความเสี่ยงระยะข้างหน้า เพื่อรองรับความผันผวนที่ยังมีแนวโน้มต่อเนื่อง
โดยกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม หรือ เอสเอ็มอี ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางเดิม และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
โดยพบว่า SME เริ่มชะลอการลงทุน ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายยังมีสินค้าคงค้าง (Stock) ในระดับสูง ธนาคารจึงต้องเข้าไปช่วยประคับประคองอย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลธุรกิจที่ยังมีข้อจำกัดในการดำเนินงาน
ด้านการบริหารหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้และดีกว่าเป้าหมาย โดยอยู่ในระดับต่ำถึงกลาง (Mid-to-Low) จากความสามารถในการระบุกลุ่มลูกหนี้เปราะบางเป้าหมาย ได้อย่างชัดเจน ทำให้สามารถประเมินสถานการณ์และเลือกมาตรการช่วยเหลือให้เหมาะกับลูกหนี้แต่ละกลุ่ม
- กรุงไทยร่วมประคองกลุ่มเปราะบาง
“ธนาคารใช้มาตรการช่วยเหลือทั้งในลักษณะยาและวิตามินตามความจำเป็นและปัญหาที่ลูกหนี้กำลังเผชิญ โดยมาตรการที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยประคับประคองกลุ่มเปราะบางได้ตามแนวทางที่วางไว้”
สำหรับการจัดการหนี้เสีย แบงก์กรุงไทยยังเน้นบริหารจัดการภายในเป็นหลักและยังไม่ได้ขายหนี้ออกไป แม้จะพัฒนาเครื่องมือและกลไกสำหรับการขายหนี้จนพร้อมใช้งานแล้วก็ตาม โดยจะพิจารณาจังหวะนำเครื่องมือดังกล่าวมาใช้ตามบริบทและปัจจัยแวดล้อมในแต่ละช่วงเวลา
ส่วนความท้าทายจากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง มองว่าเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยธนาคารพาณิชย์ทั่วไปมีสินเชื่อทั้งอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate)และอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ควบคู่กัน
ขณะที่การตั้งสำรองในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในระดับสูงเกินไป เมื่อพิจารณาร่วมกับต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) ที่ปรับลดลง สำหรับไตรมาสที่เหลือของปี ธนาคารจะพิจารณาการตั้งสำรองตามบริบทภายใต้กรอบแผนงานที่กำหนดไว้ โดยให้ความสำคัญกับอัตราส่วนสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio)
ควบคู่กับการดูแลฐานะงบดุล และพิจารณาภาพรวมความเสี่ยงทั้งหมด ไม่ได้ให้น้ำหนักกับตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเพียงอย่างเดียว
สำหรับเป้าหมายสินเชื่อปี 2569 กรุงไทยยังคงกรอบเดิมที่ 0-2% โดยสินเชื่อเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่เป็นการขยายตัวในระดับไม่มากนัก
- เอสซีบี เอกซ์ มองความผันผวนไม่ใช่แค่เรื่องชั่วคราว
ทั้งจากตลาดการเงินและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังกระจุกตัวในภาคการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการ
รายย่อยจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดัน
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กลุ่ม SCBX ยังคงรักษาเสถียรภาพของธุรกิจหลัก โดยยึดแนวทางสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การเติบโตอย่างมีคุณภาพ การขยายฐานรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และการบริหารคุณภาพสินทรัพย์เชิงรุก
ขณะเดียวกัน กลุ่มเตรียมรับมือกับภูมิทัศน์ทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงผ่านการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ยกระดับบริการและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งกลุ่ม ตลอดจนเตรียมเปิดให้บริการธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับเสถียรภาพของระบบและประสบการณ์ของลูกค้า
- “กสิกรไทย” จับตากำลังซื้อเปราะบางต้นทุนสูง
แต่ผลบวกต่อเศรษฐกิจทั้งปียังมีจำกัด เนื่องจากภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณมากขึ้น ทำให้การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมทำได้จำกัดกว่าช่วงที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน กำลังซื้อของภาคครัวเรือนยังเปราะบางและได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากอุทกภัย ส่วนความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยังส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกและต้นทุนการผลิตส่วนอื่นทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง
ภายใต้ความเสี่ยงดังกล่าว ธนาคารกสิกรไทยยังคงขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3+1 และ Productivity ควบคู่กับกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุลและผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ธนาคารยังต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังและใกล้ชิด เนื่องจากเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
- “ธนาคารกรุงเทพ” เดินเกมระมัดระวัง
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 ทรงตัว แต่อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนยังอ่อนแอจากแรงกดดันของราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้น
ซึ่งเพิ่มภาระค่าครองชีพและต้นทุนของภาคธุรกิจ ส่วนภาคบริการได้รับแรงสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น แต่การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
อีกด้านหนึ่ง ระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจำกัดความสามารถของภาครัฐในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ขณะที่อุทกภัยในหลายพื้นที่กระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ
นอกเหนือจากปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารยังประเมินความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อการค้าโลก ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและ AI การปรับเปลี่ยนนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น รวมถึงอุทกภัยและปรากฏการณ์เอลนีโญ
ในด้านการดำเนินธุรกิจ ธนาคารยังดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ยึดแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) และมุ่งให้บริการทางการเงินที่รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน
“ทีทีบี” เพิ่มสำรองรับความเสี่ยง
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) กล่าวว่า ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2569 เป็นไปตามเป้าหมาย โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการรักษาแนวโน้มผลประกอบการ การดูแลคุณภาพสินทรัพย์และลูกค้าที่ได้รับผล
กระทบจากอุทกภัย ตลอดจนการสร้างการเติบโตด้านรายได้ในระยะยาว
ธนาคารยังเน้นการเติบโตของสินเชื่อที่มีคุณภาพ และลดผลกระทบจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ด้วยการขยายสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินให้สอดคล้องกัน
สำหรับผลกระทบน้ำท่วมที่ผ่านมา ธนาคารคาดว่าสินเชื่อที่ขอรับการช่วยเหลือจะอยู่ที่ไม่เกิน 1% ของพอร์ตสินเชื่อรวม จึงคาดว่าผล
กระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์จะอยู่ในระดับจำกัดและบริหารจัดการได้
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังเพิ่มความระมัดระวังด้วยการตั้งสำรอง Management Overlay เพื่อรองรับความเสี่ยงจากอุทกภัยและปัจจัยเศรษฐกิจอื่นที่มีความไม่แน่นอน ส่งผลให้อัตราส่วนสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) เพิ่มเป็น 159% จาก 152% ณ สิ้นปี 2568
สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี ทีทีบีจะดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบและบริหารเชิงรุกทั้งด้านการสร้างรายได้ การควบคุมต้นทุน และการบริหารความเสี่ยง รวมถึงการใช้เงินทุนและโครงการซื้อหุ้นคืนที่ยังเหลือวงเงิน 14,000 ล้านบาทให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น
“ทิสโก้”เน้นเติบโตอย่างมีคุณภาพ
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ กล่าวว่า ยังต้องติดตามความผันผวนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศจากอุทกภัยในหลายพื้นที่
ภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าว กลุ่มทิสโก้ยังคงดำเนินธุรกิจตามแนวทาง Sustainable Growth โดยเน้นสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยช่วงปลายไตรมาส กลุ่มทิสโก้เร่งให้ความช่วยเหลือผ่านมาตรการลดภาระค่างวดชั่วคราว การปรับโครงสร้างหนี้ และการเสริมสภาพคล่องเมื่อจำเป็น เพื่อช่วยให้ลูกค้าฟื้นตัวและก้าวผ่านสถานการณ์ดังกล่าว
- “กรุงศรีฯ” จับตากำลังซื้อ-อุทกภัย
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่ต่อเนื่อง การส่งออกที่ขยายตัวตามวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ผลกระทบจากอุทกภัย และกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ยังเปราะบาง อาจชะลอจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้
ภายใต้แนวโน้มดังกล่าว กรุงศรีประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปี 2569 โดยมองว่าการลงทุนและอุปสงค์จากต่างประเทศยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย





