วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตาถ้อยแถลงประธานเฟด บนเวที IMF วันนี้ หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงเกินคาด

จับตาประธานเฟดส่งสัญญาณดอกเบี้ย หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงเกินคาด นักวิเคราะห์เสียงแตก มองได้ทั้งขึ้น 2 ครั้งใน ต.ค.-ธ.ค. หรือชะลอรอข้อมูลเพิ่ม ขณะ FedWatch ให้น้ำหนักขึ้นดอกเบี้ยเดือน ต.ค. 37–60% ตลาดชะลอลงทุนรอความชัดเจน

KEY POINTS

  • ตลาดการเงินจับตาถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) บนเวที IMF วันนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
  • นักวิเคราะห์มีความเห็นแตกเป็นสองทาง ทั้งฝ่ายที่คาดว่าเฟดจะส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และฝ่ายที่มองว่าเฟดอาจชะลอการตัดสินใจเพื่อรอข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติม
  • มุมมองหนึ่งคาดว่าเฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในเดือนตุลาคมและธันวาคม เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยมีปัจจัยกดดันจากราคาพลังงานและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI)
  • ขณะที่อีกมุมมองเชื่อว่าเฟดยังไม่น่าจะเร่งขึ้นดอกเบี้ยในทันทีจากตัวเลขเงินเฟ้อเพียงเดือนเดียว และอาจปรับขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปี โดยต้องรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า
  • เครื่องมือ FedWatch Tool สะท้อนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมที่เพิ่มขึ้นเป็น 37% ถึง 60% แต่ยังไม่ถึงระดับที่ตลาดให้น้ำหนักอย่างชัดเจน ทำให้นักลงทุนชะลอการซื้อขายเพื่อรอความชัดเจนจากถ้อยแถลงดังกล่าว

ตลาดการเงินจับตาถ้อยแถลงของ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) บนเวที IMF วันนี้ (16 ต.ค.2569) หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดออกมาสูงกว่าคาด โดยตลาดประเมินความเป็นไปได้ 2 ทาง ทั้งการส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และการชะลอการตัดสินใจเพื่อรอประเมินข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติม ท่ามกลางความกังวลว่าทิศทางนโยบายการเงินของเฟดจะส่งผลต่อตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอย่างไร
 

ภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ตลาดกำลังจับตาถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันนี้ (16 ต.ค.2569) เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงิน โดยเฉพาะสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยว่าจะเกิดขึ้นในการประชุมรอบถัดไปหรือไม่
 

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจหลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดออกมาสูงกว่าคาด ทำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้ความเป็นไปได้ดังกล่าวยังไม่สูงถึง 50%

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความสับสนจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ผันผวน โดยปรับขึ้นก่อนจะย่อตัวลง แม้เงินเฟ้อจะออกมาสูงกว่าคาดก็ตาม ส่งผลให้นักลงทุนยังไม่มั่นใจในทิศทางตลาด และเลือกชะลอการซื้อขายหุ้นเพื่อรอความชัดเจนจากถ้อยแถลงของประธานเฟด

กรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องอีก 2 ครั้ง ในการประชุมเดือนตุลาคมและธันวาคม เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ เควิน วอร์ช ประธานเฟด ส่งสัญญาณมาโดยตลอดว่า จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยตลาดจับตาสุนทรพจน์ในการประชุมที่เกี่ยวข้องกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) วันนี้ (16 ต.ค.2569) ซึ่งหากกล่าวถึงตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุด อาจเป็นสัญญาณสำคัญต่อทิศทางดอกเบี้ย

โดยปัจจัยกดดันสำคัญมาจากราคาพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ออกมาสูงกว่าตลาดคาด สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังคงอยู่ แม้ไม่นับรวมอาหารสดและพลังงาน

อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดการเงินได้ตอบรับความเสี่ยงจากการขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว โดยสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้นสหรัฐฯ หุ้นไทย หุ้นเอเชีย ทองคำ และ Bitcoin ปรับฐานลงอย่างรุนแรง หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยตามคาด อาจไม่กดดันตลาดเพิ่มเติม และมีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะฟื้นตัวได้ ดังเช่นหลังการประชุมเดือนกันยายนที่ผ่านมา

วิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดที่เร่งตัวสูงกว่าคาด เพิ่มความกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปรับตัวขึ้นเพื่อสะท้อนความคาดหวังดังกล่าว

ขณะที่ FedWatch Tool ปรับเพิ่มโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม จาก 24% เป็น 37% แต่ยังไม่เกิน 50% สะท้อนว่าตลาดยังไม่ได้ให้น้ำหนักกับการขึ้นดอกเบี้ยอย่างชัดเจน โดยมองว่าเฟดไม่น่าจะเร่งตัดสินใจจากเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเพียงเดือนเดียว

ทั้งนี้ คาดว่าเฟดมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือนธันวาคม 2569 โดยควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า เพื่อประเมินแรงกดดันด้านราคาให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่เคลื่อนไหวบริเวณ 105-106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยังไม่ลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ตลาดกังวลว่าจะทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยืดเยื้อต่อไป

กิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดจะสูงกว่าคาด แต่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังไม่น่าจะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่ที่เหนือความคาดหมายของตลาด

ทั้งนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า แต่คาดว่าจะไม่ใช่การขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องหลายครั้ง โดยต้องติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อประกอบการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม หากเฟดจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องจริง จะเป็นสัญญาณลบอย่างรุนแรงต่อตลาดทุน เพราะสะท้อนว่ามีสถานการณ์บางอย่างเกิดขึ้นเหนือความคาดหมาย หรือเป็นปัจจัยที่เฟดไม่ได้ประเมินไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม มุมมองหลักยังเชื่อว่าเฟดจะไม่ดำเนินนโยบายในลักษณะดังกล่าว

ทศวรรณ ธรรมสุข นักวิเคราะห์การลงทุนด้านหลักทรัพย์ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า  ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) ล่าสุดที่ออกมาสูงกว่าตลาดคาด ส่งผลให้เครื่องมือ FedWatch Tool ปรับเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม จากเดิมประมาณ 20% เป็น 50-60%

อย่างไรก็ตาม การที่โอกาสขึ้นดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับดังกล่าว สะท้อนว่าตลาดอาจยังรับรู้ปัจจัยลบไม่ครบถ้วน โดยนักวิเคราะห์ต่างประเทศอีกราว 30-40% ยังไม่ได้ปรับประมาณการ ขณะที่จากสถิติที่ผ่านมา ความคาดหวังดังกล่าวต้องเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 80-90% จึงจะถือว่าตลาดสะท้อนความเสี่ยงไว้เกือบครบถ้วน ดังนั้น ตลาดหุ้นยังมีโอกาสเผชิญแรงกดดันและปรับตัวลงต่อในระยะสั้น จากความกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ยของเฟดที่ยังไม่คลี่คลาย