วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Asset Allocation แบบเดิม ... อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว อ้าว

เตือนพอร์ตลงทุนยุคดอกเบี้ยสูง! สูตรจัดพอร์ตแบบเดิม หุ้น-บอนด์-ทองคำ อาจไม่เวิร์กอีกต่อไป ชู 3 กลยุทธ์ใหม่ เน้นหุ้น รับผลตอบแทนผ่านตราสารหนี้ระยะสั้น และกระจายลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์หลากหลาย เพื่อรับมือเงินเฟ้อและลดความเสี่ยงจาก Bond Yield ที่พุ่งสูง

KEY POINTS

  • การจัดสรรสินทรัพย์แบบดั้งเดิมที่ประกอบด้วย หุ้น, ตราสารหนี้ (Bonds), และทองคำ ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปในยุคที่อัตราดอกเบี้ยสูง (Bond yields ทะลุ 5.0%) เนื่องจากสินทรัพย์เหล่านี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันและถูกกดดันจากต้นทุนทางการเงินและค่าเสียโอกาสที่สูงขึ้น
  • ผู้เขียนเสนอแนวทางใหม่ 3 ประการ: 1) มองหุ้น, คริปโตฯ, และทองคำเป็นสินทรัพย์กลุ่มเดียวกันเพราะมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยเหมือนกัน 2) ถือตราสารหนี้ระยะสั้น (Bills) ที่ให้ผลตอบแทนเกือบเท่าระยะยาวแต่เสี่ยงน้อยกว่าแทนตราสารหนี้ระยะยาว (Bonds) 3) ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ที่หลากหลาย เช่น น้ำมันและสินค้าเกษตร ไม่ใช่แค่ทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อโดยตรง
  • สรุปคือ ในภาวะที่เศรษฐกิจยังเติบโตจาก AI แต่ดอกเบี้ยสูง ควรเน้นลงทุนในหุ้น, ใช้ตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อรับผลตอบแทนที่แน่นอน และใช้สินค้าโภคภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แทนการกระจายความเสี่ยงแบบเดิมที่ไม่ได้ผลอีกต่อไป

นับตั้งแต่ AI ขึ้นเป็นพระเอกของตลาดในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ใครถือหุ้นสหรัฐฯ รวมถึง ทองคำ และ คริปโตฯ กำไรกันถ้วนหน้า และ เรามักจะเห็นกราฟขยับไปทางเดียวกันเป็นช่วงๆ (2021 คริปโตฯ บูลรัน 2023-ปัจจุบัน ยุคทองหุ้นเอไอหลังเปิดตัว ChatGPT และ 2025 ทองคำพุ่งแรงจากประเด็นดอลลาร์เสื่อม)

Asset Allocation แบบเดิม ... อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว อ้าว

แต่ ปัจจุบัน Fed กลับมาขึ้นดอกเบี้ย และ ตอนนี้ ดอกเบี้ยบอนด์ หรือ Bond yields ทะลุ 5.0% แล้ว สินทรัพย์ต่างๆเหล่านี้ก็ปักหัวลงพร้อมกันเช่นเดียวกัน

เพราะสินทรัพย์เหล่านี้ โดยเฉพาะ หุ้นมี “ต้นทุนทางการเงิน” ในการกู้ รวมถึง “ค่าเสียโอกาส” ในโลกของการลงทุน เพราะ แค่ฝากเงินได้เหนาะ ๆแล้ว 4.0% ถ้าตัวยาวหน่อยก็ 5.0% ต่างจากทองและคริปโตฯ ที่ไม่มีดอกเบี้ย และ ปันผล … “Asset Allocation แบบเดิม ถือหุ้น บอนด์ บวก ทองคำ ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”

ผมจึงอยากจะเอาความจริง 3 ข้อ หรือ ลูกแก้ว 3 ประการ มาบอกให้ผู้อ่านทุกท่านได้รับรู้ รับทราบ และ อยากให้รับเรื่อง ปฏิบัติด้วยครับ เพราะ ดอกเบี้ย 5.0% มันเถื่อนนะ พูดตรงๆนะ ... Asset Allocation ไม่ดีอยู่ไม่ได้

ประการแรก: หุ้น คริปโตฯ ทอง เรามองเป็นหนึ่ง

เนื่องจากทุกสินทรัพย์มีจุดร่วม คือ มูลค่าถูกกดดันเมื่ออัตราคิดลด (Bond yields)สูงขึ้น และ ได้แรงหนุนเมื่อสภาพคล่องกลับมา หนำซ้ำทองและคริปโตฯไม่ได้จ่ายผลตอบแทนระหว่างการถือในระดับที่แข่งกับดอกเบี้ย 5.0% ได้ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ส่วนหุ้น โดยเฉพาะ หุ้นเทคโนโลยีก็ไวต่อดอกเบี้ยอยู่แล้ว

ถ้าพอร์ตคุณมีสินทรัพย์ 3 อย่างแต่ขยับพร้อมกัน ก็เหมือนกับมีปืนหลายแบบ แต่ ศัตรูรอบนี้ใส่เกราะกันกระสุน มีไป 3 อย่างแต่กลับทำอะไรไม่ได้

ความหลากหลายที่เห็นอาจเป็นภาพลวงตา ... ทางแก้ของผม คือ มองทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวครับ หรือ ถือหุ้นล้วนไปเลยยังจะดีเสียกว่า

ประการที่สอง ถือ Bills (ตราสารหนี้ระยะสั้น) แทน Bonds (ตราสารหนี้ระยะยาว) เพราะตอนนี้ Bills ให้แล้ว 4.0% ในขณะที่ Bonds ให้ 5.0% แต่ไม่มีความเสี่ยงเรื่องราคาที่ปรับตัวลดลง และ ปัจจุบัน AI ยังร้อนแรงและช่วยการเติบโต (Growth) อยู่

... ถ้าเศรษฐกิจมี Growth คุณต้องเล่นหุ้นครับ ไม่ใช่เล่นตราสารหนี้ตัวยาว ... ตราสารหนี้ยาวไว้ป้องกันเศรษฐกิจถดถอย

ประการสุดท้าย มี Commodities ไม่ใช่แค่ Gold

อันนี้สำคัญ เพราะ Commodities ไม่ได้มีแค่ทอง หากแต่รวมถึงน้ำมัน สินค้าเกษตรกรรมต่างๆ ... เนื่องจากหลายๆสินทรัพย์เหล่านี้ คือ ปัญหาของเงินเฟ้อ โดยเฉพาะน้ำมัน และ เงินเฟ้อนำมาสู่ดอกเบี้ย

ส่วนสินค้าเกษตรสะท้อนต้นทุนอาหารและเงินเฟ้อที่ครัวเรือนรู้สึกจริง

ภาพด้านล่างจึงเป็น Asset allocation จากผมครับ เพราะ ดอกเบี้ย 5.0% มันโหด และ อยากบอกกับผู้อ่านทุกท่านจริงๆ เพราะ ดอกเบี้ย 5.0% มันโหดนะ สินทรัพย์ใดให้ไม่ถึง ก็ไม่ได้ไปต่อ กลัวพอร์ตทุกท่านจะอยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว อ้าว!

*ที่มา: Macro & Mr. Market

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น