วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โบรกเตือน ‘บอนด์ยีลด์สหรัฐ’ พุ่งทะลุ 5% สัญญาณอันตราย‘ตลาดหุ้น’แนะรับมือผันผวน

Bond Yield สหรัฐฯ จ่อ 5% เตือนสัญญาณอันตรายตลาดหุ้น เสี่ยงกดผลตอบแทนติดลบ หากพุ่งแตะ 6% อาจสร้างความเสียหายรุนแรง หุ้นเทคฯ-หุ้นปันผล-REITs เสี่ยงถูกเทขาย นักลงทุนจับตากำไรบริษัทจดทะเบียนรับมือดอกเบี้ยขาขึ้น

KEY POINTS

  • นักวิเคราะห์เตือนว่า Bond Yield สหรัฐฯ ที่สูงเกิน 5% เป็นสัญญาณอันตรายต่อตลาดหุ้น อาจทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น "ติดลบ" และหากแตะระดับ 6% มีความเสี่ยงสร้างความเสียหายรุนแรง
  • ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นทำให้ความน่าสนใจของหุ้นลดลงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงซึ่งเสี่ยงเผชิญแรงขาย เนื่องจาก Earning Yield ของตลาดหุ้นต่ำกว่า Bond Yield
  • บอนด์ยีลด์ที่พุ่งสูงส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือนเพิ่มขึ้น และจูงใจให้นักลงทุนอาจโยกย้ายเงินทุนออกจากตลาดหุ้นไปยังพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจและเสี่ยงต่ำกว่า
  • สินทรัพย์ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ หุ้นปันผล, กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และ REITs ซึ่งความน่าดึงดูดลดลงเมื่อส่วนต่างผลตอบแทนเทียบกับพันธบัตรแคบลง และอาจเผชิญแรงเทขาย
  • นักลงทุนควรรับมือกับความผันผวนโดยเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยทิศทางตลาดขึ้นอยู่กับว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตได้ดีพอเพื่อชดเชยความเสี่ยงจาก Bond Yield ที่สูงขึ้นได้หรือไม่

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี (Bond Yield) ที่ปรับตัวขึ้นเหนือ 5% หรือเกือบ 6% กลายเป็นปัจจัยกดดัน “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ท่ามกลางตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐที่สูงกว่าคาด สะท้อนผ่าน “ดัชนีหุ้นไทย” วานนี้ (15 ต.ค.2569) ร่วง 2.87 จุด หรือ 0.18% มาอยู่ที่ 1,573.01 จุด มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 58,475.04 ล้านบาท ระหว่างวันดัชนีหุ้นไทยลดลงต่ำสุด 18.21 จุด 

สอดรับกับมุมมองนักวิเคราะห์ประเมินว่า Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงจะลดความน่าสนใจของหุ้นเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูง ขณะที่ทิศทางตลาดหุ้นระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับแนวโน้ม Bond Yield และความสามารถในการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน

โบรกเตือน ‘บอนด์ยีลด์สหรัฐ’ พุ่งทะลุ 5% สัญญาณอันตราย‘ตลาดหุ้น’แนะรับมือผันผวน

“วิจิตร อารยะพิศิษฐ” ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี (Bond Yield) มีความสัมพันธ์กับทิศทาง “ตลาดหุ้น” โดยระดับ 3-4% ยังเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นตอบรับ “เชิงบวก” สะท้อนเศรษฐกิจเติบโตและเงินเฟ้ออยู่ในระดับไม่สูงมาก แต่หากปรับขึ้นเกิน 4.5% จะเริ่มส่งผลลบต่อตลาดหุ้น และหากทะลุ 5% อาจทำให้ “ผลตอบแทนติดลบ” ขณะที่ระดับ 6% มีความเสี่ยงสร้างความเสียหายรุนแรงต่อตลาดหุ้น 

โดยปัจจัยที่ผลักดัน Bond Yield ปรับตัวขึ้น ได้แก่ ความต้องการระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาธุรกิจ AI ซึ่งเพิ่มปริมาณการออกพันธบัตร ภาวะเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายสหรัฐ รวมถึงแรงขายพันธบัตรจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่นที่อาจต้องขายพันธบัตรสหรัฐฯ เพื่อนำสภาพคล่องกลับไปดูแลค่าเงินเยน

อย่างไรก็ตาม Bond Yield ระยะยาวเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว หลังปรับขึ้นไปแตะจุดสูงสุดราว 5.3% ในสัปดาห์ก่อนหน้า ก่อนย่อลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 5.1-5.2% แม้ตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดจะกดดันพันธบัตรระยะสั้นให้ปรับขึ้นก็ตาม

นอกจากนี้ ผลประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปีและ 30 ปีที่มีอัตราความต้องการซื้อต่อปริมาณเสนอขาย (Bid-to-Cover Ratio) อยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนว่าอัตราผลตอบแทนระดับสูงเริ่มจูงใจให้นักลงทุนสถาบันเข้าซื้อเพื่อล็อกผลตอบแทน จึงอาจช่วยชะลอแรงกดดันต่อ Bond Yield ไม่ให้ปรับขึ้นรวดเร็วเหมือนช่วงที่เพิ่มจาก 4% เป็น 5%

โบรกเตือน ‘บอนด์ยีลด์สหรัฐ’ พุ่งทะลุ 5% สัญญาณอันตราย‘ตลาดหุ้น’แนะรับมือผันผวน

“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบัน Bond Yield สหรัฐ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นเกิน 5% ขณะที่ดัชนี S&P 500 มีค่า P/E ราว 26 เท่า และ Nasdaq อยู่ที่ประมาณ 28.8 เท่า ส่งผลให้ Earning Yield ต่ำกว่า Bond Yield และเพิ่มความเปราะบางให้ตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงและมีความคาดหวังด้านการเติบโตมาก จึงเสี่ยงเผชิญแรงขายเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้น

อย่างไรก็ตาม หุ้นที่มีค่า P/E ต่ำ เช่น กลุ่มพลังงานและการเงิน ยังมี Earning Yield สูงกว่า 5% ได้ โดยหุ้นพลังงานบางตัวมี P/E ราว 10 เท่า และให้อัตราเงินปันผลประมาณ 6% จึงมีโอกาสทำผลงานดีกว่าตลาด หากได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการและปัจจัยบวกเฉพาะกลุ่ม

ส่วนสินทรัพย์ที่ต้องระวังคือ “พันธบัตรระยะยาว” และ “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน” ซึ่งมีกระแสเงินสดระยะยาวและมีข้อจำกัดในการเติบโต เมื่ออัตราคิดลดปรับสูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดจะลดลง ส่งผลกดดันราคาสินทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สามารถปรับผลตอบแทนให้ทันเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ การที่ Bond Yield ปรับขึ้นไม่ได้หมายความว่าตลาดหุ้นจะต้องปรับฐานรุนแรงเสมอไป ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องและรวดเร็วเพียงพอกับความคาดหวังของตลาดหรือไม่ โดย Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงจะเพิ่มความผันผวนและทำให้นักลงทุนต้องเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น

โบรกเตือน ‘บอนด์ยีลด์สหรัฐ’ พุ่งทะลุ 5% สัญญาณอันตราย‘ตลาดหุ้น’แนะรับมือผันผวน

“กรรณ์ หทัยศรัทธา”, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า บอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยบริษัทเอกชนที่ต้องการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น เนื่องจากต้องเสนอผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลเพื่อชดเชยความเสี่ยง ขณะที่ภาคประชาชนสหรัฐฯ มีแนวโน้มเผชิญภาระดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านและสินเชื่ออื่นเพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง

ขณะเดียวกัน บอนด์ยีลด์ที่ระดับ 5.2-5.3% เพิ่มความน่าสนใจให้พันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่าสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้นักลงทุนอาจโยกเงินออกจากตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Value หุ้นปันผล และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เช่น DIF และ CPNREIT ที่เดิมให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 6-7%

เมื่อผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้น ช่องว่างผลตอบแทนระหว่างหุ้นปันผลกับสินทรัพย์ปลอดภัยจึงแคบลง ทำให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวมีความน่าดึงดูดลดลง และอาจเผชิญแรงขายกดดันราคา โดยราคาจำเป็นต้องปรับลดลงเพื่อให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 8-9% หรือสูงถึง 10% เพื่อชดเชยความเสี่ยงและจูงใจให้นักลงทุนกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง