เหตุฮูตีโจมตีสนามบินซาอุฯ เพิ่มความเสี่ยงต่อเส้นทางบินยุโรป-เอเชีย โบรกเตือนจับตาหากกระทบ Emirates-Qatar Airways อาจกดดันท่องเที่ยวไทย หลังมีสัดส่วนผู้โดยสารเข้าไทยรวม 5% ของ AOT ขณะที่ต้นทุนน้ำมันเครื่องบินเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
KEY POINTS
- การโจมตีสนามบินในซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มฮูตีสร้างความกังวลว่าอาจกระทบการเดินทางทางอากาศระหว่างยุโรปและเอเชีย
- โบรกเกอร์เตือนให้จับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากลุกลามจนกระทบสายการบินที่เป็นศูนย์กลางต่อเครื่องอย่าง Emirates และ Qatar Airways ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางในวงกว้าง
- หาก Emirates และ Qatar Airways ได้รับผลกระทบ อาจฉุดการท่องเที่ยวไทย เนื่องจากทั้งสองสายการบินมีสัดส่วนผู้โดยสารขาเข้ารวมกันถึง 5% ของผู้โดยสารระหว่างประเทศทั้งหมดของ AOT
- อย่างไรก็ตาม ผลกระทบโดยตรงต่อผู้โดยสารเข้าไทยในปัจจุบันยังมีจำกัด เนื่องจากผู้โดยสารจากสายการบินซาอุดีอาระเบียมีสัดส่วนเพียง 0.4%
- อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนและจำนวนเที่ยวบินมายังประเทศไทย
เหตุโจมตีสนามบินซาอุดีอาระเบียสร้างความกังวลต่อการเดินทางทางอากาศระหว่างยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะหากสถานการณ์ลุกลามจนกระทบสายการบินที่ใช้ตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางต่อเครื่อง อย่าง Emirates และ Qatar Airways อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อการเดินทางเข้าไทยยังมีจำกัดในระยะนี้ ขณะที่สายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินตรงและโรงแรมไทยยังมีปัจจัยสนับสนุน โดยต้องติดตามความเสี่ยงด้านต้นทุนเชื้อเพลิงและจำนวนเที่ยวบินอย่างใกล้ชิด
ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า King Khalid International Airport (RUH) ในกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ระงับการให้บริการชั่วคราว หลังถูกกลุ่มฮูตีโจมตี ขณะที่ King Abdulaziz International Airport (JED) ในเมืองเจดดาห์ ซึ่งเป็นฐานหลักของสายการบิน SAUDIA ยังคงรองรับเที่ยวบินได้ แม้เที่ยวบินบางส่วนได้รับผลกระทบ
โดยประเด็นที่ต้องติดตามคือ หากสถานการณ์ขยายวงจนกระทบสายการบินที่ใช้ตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางต่อเครื่องระหว่างยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะ Emirates และ Qatar Airways อาจส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม สายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินตรง เช่น การบินไทย (THAI) และ EVA Air อาจได้เปรียบด้านการแข่งขันมากขึ้น เนื่องจากใช้เส้นทางบินผ่านเอเชียกลางเข้าสู่ยุโรปเป็นหลัก
จากข้อมูลของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ซึ่งครอบคลุมสนามบิน 6 แห่ง ในรอบปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2568 ถึง ก.ย. 2569 พบว่า ผู้โดยสารขาเข้าที่เดินทางด้วยสายการบิน SAUDIA มีประมาณ 150,000 คน คิดเป็น 0.4% ของผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศทั้งหมดของ AOT ขณะที่ Riyadh Air ซึ่งเริ่มเปิดเส้นทางบินเข้าไทยเมื่อเดือน ก.ย. มีผู้โดยสารขาเข้า 2,365 คน สะท้อนว่าผลกระทบจากสนามบินในซาอุดีอาระเบียต่อผู้โดยสารที่เดินทางมาไทยโดยตรงยังอยู่ในวงจำกัด
อย่างไรก็ตาม สายการบิน Emirates และ Qatar Airways มีผู้โดยสารขาเข้าไทยในปีงบประมาณ 2569 ประมาณ 1.1 ล้านคน และ 840,000 คน ตามลำดับ คิดเป็น 2.8% และ 2.2% ของผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศของ AOT โดยทั้งสองสายการบินยังให้บริการเส้นทางยุโรป-เอเชีย แม้เส้นทางบินปัจจุบันจะผ่านน่านฟ้าซาอุดีอาระเบียบางส่วนก็ตาม
ส่วนในด้านความอ่อนไหวของผลประกอบการ การเปลี่ยนแปลงของจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศขาออกของ AOT ทุก 2% จากสมมติฐาน จะส่งผลให้กำไรปกติปี 2570 เปลี่ยนแปลงประมาณ 2.2% จึงต้องติดตามว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะกระทบต่อจำนวนเที่ยวบินและความต้องการเดินทางมากน้อยเพียงใด
สำหรับธุรกิจโรงแรมไทย การสร้างรายได้ในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นเมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยในไตรมาส 2 ปี 2569 แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ของ CENTEL, ERW และ MINT ยังเติบโต 3%, 4% และ 3% ตามลำดับ
นอกจากนี้ ยอดจองห้องพักล่วงหน้า (On the books) ของโรงแรมในไทย ณ ต้นเดือน ต.ค. ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ยังคงคาดการณ์ว่ากำไรปกติไตรมาส 4 ปี 2569 ของ CENTEL และ ERW จะเติบโตทั้งจากไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ AOT ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC)
โดยกลยุทธ์การลงทุนยังให้น้ำหนักกับหุ้นท่องเที่ยวไทย โดยเลือก CENTEL เป็นหุ้นเด่น ตามด้วย ERW และ AOT ซึ่งเป็นหุ้นที่ใช้สะท้อนแนวโน้มการท่องเที่ยวไทย แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะสร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางระหว่างประเทศ แต่หากไม่ลุกลามกระทบสายการบินหลักที่เป็นศูนย์กลางต่อเครื่องของภูมิภาค คาดว่าผลกระทบต่อการเดินทางเข้าไทยยังมีจำกัด
อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) หากปรับขึ้นสูงกว่าจุดสูงสุดเดิมในเดือน เม.ย. ที่ระดับ 209 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จนกระทบต่อจำนวนเที่ยวบินที่เดินทางมาไทย โดยเฉพาะเที่ยวบินของ Emirates และ Qatar Airways จะเป็นสัญญาณสำคัญในการพิจารณาปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว




