วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม 2569

Login
Login

THAI คลี่คลายปมน้ำท่วม โบรกชี้กระทบ Q4 จำกัด ลุ้น Brent ต่ำ 85 ดอลลาร์ ดันหุ้นฟื้น

THAI กลับมาให้บริการครบทุกเที่ยวบินแล้ว นักวิเคราะห์มองผลกระทบน้ำท่วมต่อไตรมาส 4/2569 จำกัด ชู Jet Fuel เป็นตัวแปรหลักต่อกำไรปี 2570 พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อเชิง Tactical” ให้เป้า 6.80 บาท

KEY POINTS

  • สถานการณ์ของ THAI กลับสู่ภาวะปกติหลังเหตุการณ์น้ำท่วม โดยกลับมาให้บริการครบทุกเที่ยวบินตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. 2569 และนักวิเคราะห์ประเมินว่าผลกระทบต่อผลประกอบการไตรมาส 4/2569 อยู่ในระดับจำกัด
  • ปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของกำไรในปี 2570 คือต้นทุนน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 37% ของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน
  • ปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นในระยะสั้นคือราคาน้ำมันดิบ Brent ที่มีแนวโน้มยืนต่ำกว่า 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลบวกต่อความคาดหวังด้านต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง
  • บล.เอเซียพลัส ประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 2570 ของ THAI ไว้ที่ 6.80 บาท พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ เชิง Tactical” แต่ชี้ว่ายังมีความไม่แน่นอนด้านการบริหารที่ต้องติดตาม

สถานการณ์ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI หลังเหตุการณ์น้ำท่วมช่วงปลายเดือน ก.ย.2569 เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังสายการบินกลับมาให้บริการครบทุกเที่ยวบินตั้งแต่ 3 ต.ค.2569 ขณะที่ประเด็นที่ต้องติดตามต่อเนื่องอยู่ที่ผลการตรวจสอบการบริหารจัดการภาวะวิกฤต แนวทางแก้ไขปัญหา Ground Handling และทิศทางการบริหารงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยนักวิเคราะห์ประเมินผลกระทบต่อผลประกอบการไตรมาส 4/2569 ยังจำกัด พร้อมมองต้นทุน Jet Fuel เป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของกำไรในปี 2570 และให้มูลค่าพื้นฐานที่ 6.80 บาท
 

ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยถึงสถานการณ์ของ THAI หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมช่วงปลายเดือน ก.ย. 2569 ว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงสอบทานกระบวนการบริหารจัดการภาวะวิกฤต โดยระหว่างการตรวจสอบมีมติให้ CEO หยุดปฏิบัติหน้าที่ และแต่งตั้งนายสัมฤทธิ์ สำเนียง กรรมการบริษัท ปฏิบัติหน้าที่ CEO แทน ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค.2569
 

ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุด THAI กลับมาให้บริการเที่ยวบินตามปกติครบทุกเที่ยวบินตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค.2569 หลังจากปรับลดเที่ยวบินในช่วงวันที่ 1-2 ต.ค.2569 จำนวน 15 เที่ยวบิน และ 9 เที่ยวบินตามลำดับ

โดยประเมินว่า ผลกระทบระยะสั้นต่อผลประกอบการไตรมาส 4/2569 ยังอยู่ในระดับจำกัด เมื่อเทียบกับจำนวนเที่ยวบินของ THAI ที่สุวรรณภูมิ ซึ่งในเดือน ส.ค.2569 มีเที่ยวบินขาออกเฉลี่ยราว 120 เที่ยวบินต่อวัน ดังนั้น การลดเที่ยวบินในช่วงสั้น ๆ จึงไม่น่าจะกระทบประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามในระยะถัดไปการตรวจสอบและแนวทางแก้ไขปัญหา Ground Handling โดยเฉพาะความเพียงพอของกำลังคน อุปกรณ์ และกระบวนการรองรับเหตุฉุกเฉิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยเฉพาะในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว High Season

ด้านต้นทุน ระบุว่า ค่าใช้จ่ายพนักงานในงวดครึ่งปีแรกของปี 2569 คิดเป็นสัดส่วนราว 12% ของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (OPEX) โดยจาก Sensitivity Analysis พบว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงของค่าใช้จ่ายพนักงาน 10% จะส่งผลต่อกำไรประมาณ 7%

ขณะที่ประเด็นด้านการบริหาร แม้ CEO จะมีกำหนดครบวาระในเดือน ม.ค. 2570 แต่สถานการณ์ดังกล่าวอาจเพิ่มความไม่แน่นอนต่อทิศทางกลยุทธ์ของ THAI ซึ่งยังต้องติดตามความชัดเจนต่อไป

สำหรับประมาณการปี 2570 ยังให้น้ำหนักกับ ต้นทุน Jet Fuel ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 37% ของ OPEX เป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของกำไร โดยคาดว่ากำไรปกติปี 2570 จะฟื้นตัวประมาณ 25% จากฐานต่ำ ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันเครื่องบินที่ 117 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ราคา Jet Fuel ตามข้อมูล IATA ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 25 ก.ย. 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 161 ดอลลาร์/บาร์เรล

ด้านกลยุทธ์การลงทุน เอเซียพลัสประเมินมูลค่าพื้นฐาน (FV) ปี 2570 ของ THAI ที่ 6.80 บาท อิง PER 9 เท่า ต่ำกว่า Median ของหุ้นสายการบินในภูมิภาคที่ 12 เท่า เพื่อรองรับความไม่แน่นอนดังกล่าว พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ เชิง Tactical” แต่ยังไม่จัด THAI เป็นหุ้น Core Portfolio ในกลุ่มท่องเที่ยว โดยให้น้ำหนัก CENTEL และ AOT มากกว่า

ทั้งนี้ ราคาหุ้น THAI ปรับตัวลดลง 18% นับตั้งแต่ต้นปี ถือว่าปรับตัวลงมากที่สุดในกลุ่มท่องเที่ยว เมื่อเทียบกับ SET ที่เพิ่มขึ้นราว 25% สะท้อนแรงกดดันไปพอสมควรแล้ว

สำหรับปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นระยะสั้น (Tactical Trigger) คือกรณี ราคาน้ำมัน Brent ยืนต่ำกว่า 85 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลบวกต่อ Sentiment ของหุ้น THAI จากความคาดหวังต่อต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง