วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม 2569

Login
Login

BCP ปลุกธุรกิจ SAF สร้างกำไร ลุ้น EBITDA พุ่ง 8 พันล้านปีหน้า

BCP เดินหน้า SAF โรงงานแรกในไทย หลังเริ่มสร้าง EBITDA ราว 1 พันล้านบาทใน 2Q69 แม้เดินเครื่องไม่เต็มไตรมาส โบรกฯ คาด 3Q69 แตะกว่า 2 พันล้านบาท และมีโอกาสพุ่งสู่ 8 พันล้านบาทในปีหน้า หากราคา SAF ยังทรงตัวระดับสูง พร้อมแผนขยายกำลังผลิตแตะ 1 หมื่นบาร์เรลต่อวัน

KEY POINTS

  • ธุรกิจเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ (SAF) ของ BCP ซึ่งเป็นโรงงานแห่งแรกในไทย เริ่มสร้างกำไรแล้วในไตรมาส 2/2569 โดยทำ EBITDA ได้ราว 1 พันล้านบาท แม้จะเดินเครื่องไม่เต็มไตรมาส
  • นักวิเคราะห์คาดว่าในไตรมาส 3/2569 โครงการ SAF จะสามารถสร้าง EBITDA ได้มากกว่า 2 พันล้านบาท หลังเดินเครื่องได้เต็มไตรมาสเป็นครั้งแรก
  • หากราคา SAF ยังคงอยู่ในระดับสูง คาดว่าโครงการนี้จะสามารถสร้าง EBITDA ได้ราว 8 พันล้านบาทในปีหน้า ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการคืนทุนภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปีกว่า
  • โครงการ SAF มีศักยภาพในการทำกำไรสูงเนื่องจากใช้เงินลงทุนต่ำกว่าปกติ (8.5 พันล้านบาท) จากการต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานโรงกลั่นเดิม และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI
  • BCP มีแผนเพิ่มกำลังการผลิต SAF จาก 7,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 10,000 บาร์เรลต่อวันภายใน 5 ปี เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) BCP เดินหน้าขยายธุรกิจเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ (SAF) หลังโรงงานแห่งแรกของไทยเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว ขณะที่ผลการดำเนินงานเริ่มสะท้อนศักยภาพการสร้างกำไรตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังเดินเครื่องเต็มไตรมาสในไตรมาส 3/2569 โดยนักวิเคราะห์มองธุรกิจ SAF เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยต่อยอดการเติบโตระยะยาวของบริษัท แม้ระยะสั้นยังต้องติดตามผลประกอบการธุรกิจโรงกลั่นและต้นทุนวัตถุดิบควบคู่กัน

นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า เปิดเผยว่า ภายหลังเข้าร่วมเยี่ยมชมโครงการเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ (SAF) ของ BCP ว่า โครงการดังกล่าวเป็นการต่อยอดโรงกลั่นและโครงสร้างพื้นฐานเดิมของบริษัท โดยใช้น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (UCO) เป็นวัตถุดิบหลัก ผ่านกระบวนการผลิตให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำมันเครื่องบิน ก่อนนำไปจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ สอดคล้องกับแผนเพิ่มสัดส่วนธุรกิจพลังงานสะอาดและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงของ BCP
 

ทั้งนี้ โรงงาน SAF ของ BCP ถือเป็นโรงงานแห่งแรกของประเทศไทย เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 มีกำลังการผลิต 7,000 บาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ล้านลิตรต่อวัน ใช้เงินลงทุน 8.5 พันล้านบาท โดยในไตรมาส 2/2569 เดินเครื่องเฉลี่ย 6.8 พันบาร์เรลต่อวัน และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ราว 39 ล้านลิตร ทั้งนี้ โรงงานดังกล่าวมีความยืดหยุ่นในการผลิต สามารถสลับไปผลิตน้ำมันดีเซลชีวภาพ (HVO) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงจากไขมันและน้ำมันชีวภาพได้ตามความเหมาะสมของส่วนต่างราคาของแต่ละผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ BCP มีแผนเพิ่มกำลังการผลิต SAF จาก 7,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 10,000 บาร์เรลต่อวันภายใน 5 ปี โดยโรงงานได้รับการออกแบบให้รองรับกำลังผลิต 10,000 บาร์เรลต่อวันตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้การขยายกำลังผลิตสามารถใช้โครงสร้างเดิมเป็นหลัก ช่วยลดความจำเป็นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่จำนวนมาก

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 ธุรกิจ SAF สามารถสร้าง EBITDA ให้ BCP ราว 1 พันล้านบาท คิดเป็นประมาณ 3.9% ของ EBITDA รวม ขณะที่แนวโน้มใน 3Q69 คาดว่าปริมาณจำหน่าย SAF จะเพิ่มขึ้น หลังโรงงานสามารถเดินเครื่องได้เต็มไตรมาส ซึ่งจะช่วยเพิ่มบทบาทของธุรกิจดังกล่าวต่อผลประกอบการของ BCP

ด้านแนวโน้มระยะยาว ความต้องการใช้ SAF ยังมีโอกาสเติบโตจากนโยบายส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ โดยมี Roadmap ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผสม SAF เป็น 1% ในปี 2570 และเพิ่มเป็น 3-5% ในระยะถัดไป ขณะที่สิงคโปร์มีเป้าหมายการผสม SAF ที่ 1% และเพิ่มเป็น 5% เช่นกัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของตลาด SAF ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันเพื่อจัดหาน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น และส่งผลให้อัตรากำไรของธุรกิจ SAF ยังมีความผันผวน โดยต้องติดตามทั้งราคาวัตถุดิบและส่วนต่างราคาของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท

ด้านมุมมองการลงทุน ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าพื้นฐานของ BCP ที่ 58 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าธุรกิจ SAF เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่จะช่วยต่อยอดการเติบโตของบริษัทในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นผลประกอบการของ BCP ยังขึ้นอยู่กับธุรกิจโรงกลั่นเป็นหลัก จึงเน้นการลงทุนเชิง Trading ระยะสั้นตามทิศทาง Fund Flow ที่ไหลเข้าสู่กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงคราม และอาจพิจารณาทยอยสะสมหุ้นเมื่อราคาปรับตัวอ่อนตัวลงสำหรับการลงทุนระยะยาว

ณัฐกร ศรีภูไฟ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ และนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  โครงการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เริ่มผลิตตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา และมีศักยภาพในการทำกำไรสูง จากเงินลงทุนที่ต่ำกว่าปกติ ความเชี่ยวชาญของ BCP ระดับสเปรดราคา SAF ที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยโครงการ SAF และการเข้าซื้อ Chevron Hong Kong จะเริ่มสร้างกำไรเต็มไตรมาสเป็นครั้งแรกใน 3Q69 และรับรู้ผลประกอบการเต็มปีในปีหน้า

สำหรับโครงการ SAF ดำเนินการโดย BSGF ซึ่ง BCP ถือหุ้น 80% ถือเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจผลิต SAF แบบ Stand-alone แห่งแรกของประเทศ ตั้งอยู่ในพื้นที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง ใช้วัตถุดิบจากน้ำมันใช้แล้วจากการปรุงอาหารและวัตถุดิบทางเลือกอื่น ผ่านเทคโนโลยี HEFA (Hydroprocessed Esters and Fatty Acid) เพื่อผลิต Neat SAF รวมถึงผลิตภัณฑ์ร่วมอย่าง Bio-LPG และ Bionaphtha โดยมีกำลังผลิตเริ่มต้น 1 ล้านลิตรต่อวัน โครงการก่อสร้างแล้วเสร็จด้วยเงินลงทุน 8.5 พันล้านบาท และเริ่มผลิตครั้งแรกในเดือน พ.ค. ด้วยกำลังผลิตเฉลี่ย 6.8 พันบาร์เรลต่อวัน หรือ 1.08 ล้านลิตรต่อวัน มีปริมาณจำหน่ายรวม 39 ล้านลิตร และสร้าง EBITDA ราว 1 พันล้านบาท หรือ 25.6 บาทต่อลิตร ในไตรมาส 2/2569

ทั้งนี้ โครงการ SAF ได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในช่วง 8 ปีแรก และเสียภาษีในอัตรา 50% ของอัตราปกติในช่วง 5 ปีถัดมา โดยฝ่ายวิเคราะห์มองว่าโครงการดังกล่าวมีความสามารถในการทำกำไรสูงเมื่อเทียบกับเงินลงทุน เนื่องจากใช้เงินลงทุน 8.5 พันล้านบาท แต่สามารถสร้าง EBITDA ได้ราว 1 พันล้านบาท หลังเริ่มผลิตเพียงครึ่งไตรมาส ปัจจัยสำคัญมาจากการใช้เงินลงทุนต่ำกว่าปกติ ซึ่งโครงการลักษณะเดียวกันโดยทั่วไปอาจใช้เงินลงทุนราว 1.3 หมื่นล้านบาท เนื่องจาก BCP สามารถก่อสร้างต่อยอดจากโรงกลั่นเดิมบริเวณพระโขนง ทำให้ไม่ต้องสร้างหน่วยผลิตไฮโดรเจนใหม่ รวมถึงใช้ความเชี่ยวชาญของบริษัทในการต่อยอดโครงการ ส่งผลให้ต้นทุนการแปรรูปไม่สูง ขณะที่ราคา SAF ยังอยู่ในระดับสูงตามราคา Jet และได้รับประโยชน์จากสิทธิทางภาษี

อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรของธุรกิจ SAF ยังมีความผันผวนตามราคาและการจัดหาวัตถุดิบ โดยเฉพาะน้ำมันใช้แล้ว รวมถึงแนวโน้มราคา SAF ในอนาคต ขณะที่แนวโน้มธุรกิจในระยะยาวยังแข็งแกร่งจากความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น และมาตรการบังคับของหลายประเทศในการใช้น้ำมัน SAF เป็นส่วนผสม แต่ในอีกด้านหนึ่งแนวโน้มตลาดที่สดใสทำให้เกิดการขยายกำลังผลิตใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในจีนและอาเซียน รวมถึง BCP ที่มีแผนขยายกำลังผลิตจาก 7 พันบาร์เรลต่อวัน เป็น 1 หมื่นบาร์เรลต่อวัน

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 3/2569 คาดว่าโครงการ SAF จะเดินเครื่องเต็มไตรมาสเป็นครั้งแรก และสามารถสร้าง EBITDA ได้มากกว่า 2 พันล้านบาทต่อไตรมาส หากราคา SAF ยังคงทรงตัวในระดับสูง จะทำให้โครงการสามารถสร้าง EBITDA ได้ราว 8 พันล้านบาทเต็มปีในปีหน้า ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการคืนกระแสเงินสดจากเงินลงทุนภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปีกว่า นอกจากนี้ BCP ยังได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อ Chevron Hong Kong ซึ่งเสร็จสิ้นในช่วงสิ้นไตรมาส 2/2569 ทำให้จะเริ่มรับรู้กำไรเต็มไตรมาสเป็นครั้งแรกในไตรมาส 3/2569 และรับรู้ผลประกอบการเต็มปีในปีหน้า

ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” BCP จากแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่ง โดยมีธุรกิจใหม่อย่าง SAF และ Chevron Hong Kong เข้ามาช่วยหนุนกำไรเต็มไตรมาสตั้งแต่ ไตรมาส 3/2569 และเต็มปีในปีหน้า ประกอบกับอัตราเงินปันผลอยู่ในระดับสูง และ BCP ยังเป็นหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติซื้ออย่างต่อเนื่อง แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ