ทำความเข้าใจ มาตรการรัฐ ยกเว้นภาษีจนท.ต่างชาติ ศูนย์ผู้สูงอายุ สำหรับเจ้าหน้าที่ต่างชาติของศูนย์อาเซียนฯ ตามเงื่อนไขและกรอบความตกลงที่เกี่ยวข้อง
KEY POINTS
- รัฐบาลอนุมัติมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่เจ้าหน้าที่ต่างชาติของ "ศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพสังคมผู้สูงอายุ" ที่ปฏิบัติงานในไทย
- นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรับมือกับปัญหาประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีสัดส่วนถึง 20.8% ของประชากรทั้งหมด
- การยกเว้นภาษีดังกล่าวเป็นมาตรการเฉพาะสำหรับเจ้าหน้าที่ของศูนย์อาเซียนฯ เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมชาวต่างชาติทุกคนที่ทำงานด้านผู้สูงอายุ
- รัฐคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากองค์ความรู้และนวัตกรรมระดับภูมิภาคมาพัฒนานโยบายของประเทศ แม้จะสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 1.7 ล้านบาทต่อปี
ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนเด็กและประชากรวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลง ภาพของสังคมไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องจำนวนผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบสาธารณสุข การดูแลระยะยาว แรงงาน รายได้ครัวเรือน และภาระของคนวัยทำงานที่ต้องรับผิดชอบคนหลายช่วงวัยพร้อมกัน
ซึ่งข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ปี 2567 ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 13.68 ล้านคน หรือคิดเป็น 20.8% ของประชากรทั้งหมด เพิ่มจาก 17.9% ในปี 2563 ขณะที่การคาดประมาณประชากรระบุว่า สัดส่วนผู้สูงอายุอาจเพิ่มขึ้นถึง 31.4% ในปี 2583
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเรื่อง “สังคมสูงวัย” ไม่ใช่ประเด็นที่รอรับมือในอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นแล้วในชีวิตประจำวันของคนไทย
รัฐขยับนโยบายรับมือสังคมสูงวัย ยกเว้นภาษีจนท.ต่างชาติ
ล่าสุดรัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนการดำเนินงานของ “ศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม” ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่เจ้าหน้าที่ต่างชาติของศูนย์ที่เข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทย ภายใต้ความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลไทยกับศูนย์อาเซียนฯ
สาระสำคัญคือ เงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่เจ้าหน้าที่ต่างชาติได้รับจากศูนย์อาเซียนฯ หรือจากรัฐบาลประเทศของตน เนื่องจากการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยมาตรการครอบคลุมเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2567 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ใช่การประกาศยกเว้นภาษีให้ชาวต่างชาติทุกคนที่เข้ามาทำงานด้านผู้สูงอายุในประเทศไทย แต่เป็นมาตรการเฉพาะสำหรับเจ้าหน้าที่ต่างชาติของศูนย์อาเซียนฯ ตามเงื่อนไขและกรอบความตกลงที่เกี่ยวข้อง จึงควรแยกออกจากมาตรการภาษีสำหรับชาวต่างชาติประเภทอื่นอย่างชัดเจน
กระทรวงการคลังคาดว่า การยกเว้นภาษีดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณปีละ 1.7 ล้านบาท แต่ภาครัฐประเมินว่าจะได้รับประโยชน์จากองค์ความรู้ นวัตกรรม และความร่วมมือด้านผู้สูงอายุในระดับภูมิภาค ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดกับการพัฒนานโยบายของไทยได้
ทำไมต้องมีศูนย์อาเซียนด้านผู้สูงอายุ?
บทบาทของศูนย์อาเซียนฯ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การดูแลผู้สูงอายุในลักษณะสถานดูแลหรือศูนย์พักฟื้น แต่มีเป้าหมายในการสร้างองค์ความรู้ ส่งเสริมนวัตกรรม และพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับสังคมสูงวัย
ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะประเทศสมาชิกอาเซียนหลายประเทศกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเช่นเดียวกัน การมีศูนย์กลางด้านผู้สูงอายุในประเทศไทยจึงเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และแนวทางรับมือกับปัญหาที่แต่ละประเทศกำลังเผชิญ
สำหรับประเทศไทย ความรู้จากต่างประเทศอาจนำไปสู่การพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุให้เหมาะกับบริบทของไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพ การใช้เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้สูงวัย การออกแบบเมืองและที่อยู่อาศัย ตลอดจนการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานและมีส่วนร่วมกับสังคมได้นานขึ้น
จาก “ภาระ” สู่ “พลัง” ของผู้สูงวัย
การรับมือสังคมสูงวัยจึงไม่ควรมองเฉพาะการเพิ่มจำนวนสถานดูแลผู้สูงอายุ แต่ต้องทำให้คนไทยสามารถเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพด้วย หนึ่งในแนวทางที่รัฐบาลดำเนินการล่าสุดคือการประกาศหลักเกณฑ์การจัดตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุ” เพื่อให้ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ การเรียนรู้ การมีส่วนร่วมทางสังคม และการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงวัยได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองจากการดูแลผู้สูงอายุในฐานะผู้รับสวัสดิการเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสนับสนุนให้ผู้สูงวัยยังคงมีบทบาทในครอบครัว ชุมชน และเศรษฐกิจตามความสามารถของแต่ละคน
สรุป การที่รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนศูนย์อาเซียนด้านผู้สูงอายุ พร้อมออกมาตรการยกเว้นภาษีให้แก่เจ้าหน้าที่ต่างชาติที่เข้ามาปฏิบัติงานตามกรอบความตกลง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเตรียมประเทศไทยให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งใหญ่
โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าไทยจะมีผู้สูงอายุมากขึ้นเท่าไรเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าเราจะออกแบบระบบสุขภาพ เศรษฐกิจ สวัสดิการอย่างไร เพื่อให้คนทุกวัยสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพ เพราะสังคมสูงวัยไม่ใช่เรื่องของคนอายุ 60 ปีขึ้นไปเพียงกลุ่มเดียว หากแต่เป็นเรื่องของคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กที่กำลังเติบโต คนทำงานที่ต้องวางแผนอนาคต ไปจนถึงผู้สูงอายุที่ยังมีความรู้ ประสบการณ์ และศักยภาพที่จะมีส่วนร่วมกับสังคม
การเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้จึงสำคัญกว่าการรอให้ปัญหาปรากฏชัดในวันข้างหน้า และศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุ รวมถึงความร่วมมือระดับอาเซียน อาจเป็นหนึ่งในกลไกที่จะช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงวัยได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting





