วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือนโรโอเวอร์ ‘หนี้หุ้นกู้’ ลำบาก ‘ศูนย์วิจัยกสิกรฯ’ ชี้ยอดขอยืด 7.6 หมื่นล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ’ ชี้ยอดขอยืด 7.6 หมื่นล้าน หวั่นบอนด์ยีลด์พุ่งดันต้นทุนรีไฟแนนซ์ “ไทยบีเอ็มเอ” มองสถานการณ์หุ้นกู้ “ทรงตัว” ย้ำเป็นกลุ่มเดิม จับตาหุ้นกู้แกรนด์ส่อผิดนัด 3 รุ่น

KEY POINTS

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนการต่ออายุหนี้หุ้นกู้ (Rollover) มีความลำบากขึ้นจากต้นทุนที่สูงขึ้น โดยมียอดขอปรับโครงสร้างหนี้และขยายเวลาไถ่ถอนรวมกว่า 7.6 หมื่นล้านบาท
  • 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดขอปรับโครงสร้างหนี้หุ้นกู้สูงสุด ได้แก่ พลังงาน (2.6 หมื่นล้านบาท), อสังหาริมทรัพย์ (2.2 หมื่นล้านบาท) และอุปโภคบริโภค (1.5 หมื่นล้านบาท)
  • กลุ่มบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำและกลุ่มหุ้นกู้ความเสี่ยงสูง (High Yield) เป็นกลุ่มที่เปราะบางและเผชิญความท้าทายในการระดมทุนเพื่อชำระคืนหนี้เดิมมากที่สุด

ในยามที่เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง “ภาคธุรกิจ” ทั้งรายเล็ก-รายใหญ่ ต้องหับกลับมาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ “ภาระหนี้” และหนึ่งในนั้น “ปัญหาหุ้นกู้เอกชน” สะท้อนภาพการพยายามปรับตัวของเอกชน เพื่อบริหารต้นทุนให้ดี หรือแม้แต่การปรับโครงสร้างหนี้เพื่อประคองสถานการณ์ให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไป และการเข้าถึงสินเชื่อสถาบันการเงินที่เข้มงวดมาก เพื่อรอจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจธุรกิจในอนาคต

สอดคล้องกับ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ระบุว่า พบการกลับมาเป็นหนี้ซ้ำอีกครั้ง (Re-entry NPL) หลังมีการโครงสร้างหนี้ไปแล้ว โดยพบใน “กลุ่มธุรกิจรายใหญ่” มีอัตราการไหลกลับสูงถึง 19% ภายใน 1 ปี ส่วน “กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” (SME) มีแนวโน้มสูงกว่านั้น และการเพิ่มขึ้นของ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตร” (Bond Yield) ตามตลาดโลก ส่งผลให้มี “ต้นทุนออกหุ้นกู้แพงขึ้น” โดยเฉพาะบริษัทที่มีอันดับเครดิตไม่ดีจะยิ่งหา “เงินทุนได้ยาก” และ “แพงกว่าเดิม”

“ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์” ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ประเด็นคุณภาพสินทรัพย์ของหุ้นกู้ต้องยอมรับว่า ยังมีปัญหาเกิดขึ้นในบางราย โดยเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการชำระคืนต่ำ มีการผิดนัดชำระหนี้ (Default) หรือต้องขอปรับโครงสร้างหนี้ (Restructure) แต่ย้ำว่าไม่ได้เกิดขึ้นกับหุ้นกู้ในทุกกลุ่มทั้งระบบ 

ขณะที่ สถานการณ์ “หุ้นกู้กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง” (High Yield) และ “กลุ่มที่ครบกำหนดชำระหนี้” (Rollover) มองว่ายังคงมีความเปราะบางต่อเนื่อง สะท้อนภาพการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้และการขยายระยะเวลาไถ่ถอน โดยยอมจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อยืดอายุหนี้เดิม ซึ่งกระจายตัวอยู่ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม

โดยปัจจุบันหุ้นกู้ระยะยาวขอปรับโครงสร้างหนี้ มียอดรวม 75,632 ล้านบาท คิดเป็น 1.8% ของยอดคงค้างหุ้นกู้ระยะยาวทั้งสิ้นที่ 4.1 ล้านล้านบาท พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมปรับโครงสร้างหนี้หุ้นกู้มากที่สุด 3 อันดับแรกคือ กลุ่มพลังงาน 26,589 ล้านบาท กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 22,040 ล้านบาท และ “อุปโภคบริโภค” 15,575 ล้านบาท 

ขณะที่ ต้นทุนการออกหุ้นกู้พุ่งสูงขึ้นตามบอนด์ยีลด์โลก ย้อนกลับมาเป็นปัจจัยหลักกดดันให้ “ต้นทุนการออกหุ้นกู้” ของภาคเอกชนไทยปรับตัวสูงขึ้น ทว่าในส่วนของ “ธุรกิจรายใหญ่” ปี 2569 มีการผสมผสานต้นทุนในหลายส่วนเข้ามา โดยมีบางส่วนที่ยังคงออกหุ้นกู้ แต่ก็มีบางส่วนที่หันกลับมาใช้สินเชื่อจากธนาคารด้วยเหมือนกัน ทำให้ฝั่งรายใหญ่เองสามารถบริหารจัดการต้นทุนการระดมทุนให้อยู่ในระดับที่ต้องการได้

สำหรับกลุ่มบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือไม่สูง หรือ “เรตติ้งต่ำ” จะถูกคิดความเสี่ยงแพงขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนการออกหุ้นกู้ที่แพงกว่าบริษัทรายใหญ่มาก จากกแนวโน้มบอนด์ยีลด์ที่ยังขยับขึ้นต่อ จะกลายเป็น “โจทย์ยาก” และ “ความท้าทายสำคัญ” ของภาคธุรกิจที่ต้องการออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุน หรือหมุนเวียนหนี้ในช่วงที่เหลือของปีนี้

“ในภาพรวมแล้วต้องยอมรับว่าคุณภาพสินทรัพย์ ทั้งในฝั่งตลาดสินเชื่อและฝั่งตลาดหุ้นกู้ ยังคงมีประเด็นเฉพาะตัวที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน”

พร้อมกันนี้ จึงแนะนำนักลงทุนหุ้นกู้ว่าไม่ควรมองเพียงแค่อัตราผลตอบแทน หรือดอกเบี้ยที่สูงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงโปรไฟล์เชิงลึกของ “ผู้ออกหุ้นกู้” และ “ศึกษาข้อมูลถี่ถ้วน” ก่อนการตัดสินใจลงทุน

“ศิรินาถ อมรธรรม” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า กลุ่มอุตสาหกรรม “เสี่ยง” ต่อสถานการณ์หุ้นกู้มีปัญหายังคงเป็นกลุ่มเดิมๆ อย่าง กลุ่มอสังหาฯ และกลุ่มบริษัทที่เครดิตเรตติ้งไม่สูงจะเผชิญความยากลำบากในการระดมทุนใหม่ และระดมทุนเพื่อนำไปชำระหนี้ของ “หุ้นกู้เดิม” (Roll Over) แต่หากบริษัทที่มีเครดิตเรตติ้งไม่สูงแต่เป็นที่รู้จักของนักลงทุนยังสามารถระดมทุนและเปิดขายได้

ดังนั้น สถานการณ์หุ้นกู้มีปัญหา “การผิดนัดชำระหนี้” (Default) และ “ปรับโครงสร้างหนี้” (Restructure) ภาพรวมยังทรง ๆ และกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเดิม ๆ ไม่ได้มีสถานการณ์ใหม่กระชากขึ้นมา ส่วนใหญ่ยังเป็นหุ้นกู้ตัวเดิม ๆ ที่ยังคงขอเปิดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ อนุมัติขยายระยะเวลาชำระหนี้ แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงยังต้องติดตามจากนี้ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์สงคราม ข้อตกลงระหว่างประเทศ และทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐ

ขณะที่ สถานการณ์ “หุ้นกู้” ของ บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND ถือว่าอยู่ในภาวะวิกฤติสภาพคล่องรุนแรง และเป็นประเด็นความเสี่ยงสูงที่ ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ฯ และนักลงทุนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ล่าสุด GRAND ได้แจ้งตลท. ผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ 3 รุ่น (GRAND263A, GRAND257A, GRAND257B) เป็นเงินรวมประมาณ 22.4 ล้านบาท สาเหตุของการผิดนัดชำระหนี้เกิดจากการขายทรัพย์สินของบริษัทมีความล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ และบริษัทได้นัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ในวันที่ 7 ตุลาคม เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขและขอผ่อนผันเงื่อนไขต่าง ๆ

ด้านสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ประกาศเปลี่ยนแปลงการขึ้นเครื่องหมายเตือนความเสี่ยงสำหรับหุ้นกู้ของบริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) รุ่น GRAND25DA ปลดเครื่องหมาย FP (Failed to Pay) เนื่องจากพ้นระยะเวลาแสดงสถานะการไม่ชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นตามกำหนดชำระเดิม และขึ้นเครื่องหมาย DP (Default - Principal) เพิ่มเติม เพื่อแจ้งเตือนนักลงทุนว่าผู้ออกตราสารหนี้ ผิดนัดชำระเงินต้น (Default)

โดยยังคงขึ้นเครื่องหมาย ICM (Investor Caution - Issuer’s Meeting) และ ICS (Investor Caution - Issuer’s Restructuring) เตือนเพื่อให้ “ผู้ลงทุน” ติดตามผลการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ และการดำเนินงานปรับโครงสร้างหนี้ หรือปรับเงื่อนไขของผู้ออกตราสารหนี้อย่างใกล้ชิด

“ศิรินาถ” กล่าวเพิ่มว่า ในกรณีหุ้นกู้ GRAND 3 รุ่น ล่าสุดมี “การขอยืดระยะเวลา” และ “ปรับโครงสร้างหนี้” จากสภาพปัจจุบันของ GRAND ผิดนัดชำระหนี้อยู่แล้ว ซึ่งมีการขอเลื่อนหรือยืดหนี้ออกไปยังคงเป็นตัวเดิมที่ default ไปแล้วและขอผู้ถือหุ้นกู้ให้การยืดหนี้กันต่อไป 

อย่างไรก็ตาม ThaiBMA ต้องรอผลประชุมข้อสรุปที่ชัดเจนก่อนว่า ทิศทางการยืดหนี้และการแก้ไขปัญหาของบริษัทจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งกรณีผู้ถือหุ้นของ GRAND ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วว่า ไม่ใส่เงินเพิ่มให้อีก ส่งผลให้บริษัทจะต้องบริหารจัดการเงินของตนเองเพื่อนำมาใช้ชำระคืนหนี้หุ้นกู้