กูรูชี้ Fed-BOJ ปรับดอกเบี้ย หนุนเงินดอลลาร์และเยนแข็งค่า เพิ่มแรงกดดันเงินบาทอ่อน และเสี่ยงเงินทุนไหลออกจากไทย แต่ยังไม่พบสัญญาณการเทขายสินทรัพย์ไทยรุนแรง ขณะที่เงินบาทอ่อนเป็นบวกต่อหุ้นส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
KEY POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และ BOJ ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกว้างขึ้น กดดันให้เงินทุนไหลเข้าสหรัฐฯ และสร้างความเสี่ยงที่เงินทุนจะไหลออกจากไทย
- ค่าเงินดอลลาร์และเยนที่แข็งค่าขึ้นจากการปรับนโยบายดอกเบี้ย ส่งผลกดดันโดยตรงให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง
- ภาวะเงินบาทอ่อนค่าเป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มส่งออก เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในทางกลับกันจะสร้างแรงกดดันต่อกลุ่มธุรกิจนำเข้าจากต้นทุนที่สูงขึ้น
- นักวิเคราะห์มองว่าความเสี่ยงเงินทุนไหลออกเพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยของไทยที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับภูมิภาค แต่ยังไม่พบสัญญาณการเทขายสินทรัพย์ไทยที่รุนแรง
- การดำเนินนโยบายของ BOJ ที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้ Yen Carry Trade ยังคงดำเนินต่อไป โดยเงินทุนไหลจากเยนเข้าสู่ดอลลาร์ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่หนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดดันเงินบาท
การขยับดอกเบี้ยของ Fed และ BOJ กลายเป็นปัจจัยที่ตลาดทั่วโลกจับตา หลังทิศทางนโยบายการเงินส่งผลต่อทั้ง Bond Yield ค่าเงิน และกระแสเงินทุน ซึ่งอาจสะท้อนมายังตลาดหุ้นและสินทรัพย์ต่าง ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเฟ้อและราคาพลังงานยังมีความไม่แน่นอน ด้านตลาดหุ้นไทยประเมินผลกระทบผ่านทิศทางเงินบาท กระแสเงินทุน และต้นทุนการเงิน ขณะที่ หุ้นแต่ละกลุ่มจะได้รับผลแตกต่างกันตามความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและค่าเงิน
“ภูวดล ภูสอดเงิน” ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การขึ้นดอกเบี้ย Fed รอบนี้เป็นไปตามตลาดคาดจึงไม่สร้าง “เซอร์ไพรส์” ขณะที่ BOJ ตลาดยังจับตาการแทรกแซงค่าเงินและความเสี่ยงจาก Carry Trade มากกว่าระดับดอกเบี้ย นอกจากนี้คาดดอกเบี้ยน่าจะผ่านจุดสูงสุดแล้ว โดยการขึ้นดอกเบี้ยปีนี้อาจไม่ต่อเนื่อง แต่มีโอกาสหยุดพักก่อนขึ้นอีกครั้งต้นปีหน้า
ขณะที่หุ้นธนาคารซึ่งได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น ถูกเก็งกำไรไปมากแล้ว ทำให้ราคาปัจจุบันเริ่มตึงตัวและอัปไซด์จำกัด เนื่องจากตลาดมองดอกเบี้ยไม่น่าขึ้นแรงหรือเร็วไปกว่านี้ หุ้นโรงไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกกดดันจากดอกเบี้ยสูง เริ่มน่าสนใจ หาก Bond Yield ผ่านจุดสูงสุดและมีแนวโน้มลดลง ส่วนหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ยังแข็งแกร่งกว่าตลาด จากราคา และ Spread ที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการปรับเพิ่มประมาณการกำไร
“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และ BOJ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยกว้างขึ้น กดดันเงินทุนไหลเข้าสหรัฐเล็กน้อย แต่ตลาดยังไม่กังวลมาก เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งและรองรับดอกเบี้ยสูงได้ ขณะที่เงินบาทยังมีแรงกดดันจากดอลลาร์และเยนที่แข็งค่า โดยเงินบาทอ่อนค่าหนุนหุ้นส่งออก แต่กดดันกลุ่มนำเข้าจากต้นทุนและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน
ส่วนการ Unwind Yen Carry Trade เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว จึงไม่น่ากระทบรุนแรงสภาพคล่องของเอเชีย แต่ยังต้องจับตา Yield สูงจากแรงกดดันราคาน้ำมัน ซึ่งเพิ่มต้นทุนและกดดันกลุ่มขนส่ง ธุรกิจใช้พลังงานสูง การเงิน และบริษัทหนี้สูง
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนในภาวะดอกเบี้ยสูงจากแรงกดดันเงินเฟ้อ นักลงทุนควรเน้นหุ้น Defensive ที่ไม่อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจ แต่ระวังหุ้นที่มีลักษณะคล้ายพันธบัตร เพราะ Yield สูงจะกดดันมูลค่าหุ้นโดยให้น้ำหนักหุ้นที่มี Pricing Power และยังเติบโตได้ เช่น กลุ่ม ICT และ Healthcare
ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ และมีโอกาสผันผวนสูงขึ้น จึงแนะนำกระจายลงทุนในหุ้นพลังงานราว 15-20% ของพอร์ต เพื่อใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ในกรณีที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า Fed ไม่ได้อยู่ในวัฏจักรขึ้นดอกเบี้ยระยะยาว แต่ปรับขึ้นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ดอกเบี้ยสหรัฐมีแนวโน้มทรงตัวสูงเป็นเวลานาน ขณะที่ BOJ ยังมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย แต่ไม่น่าปรับขึ้นเร็วหรือต่อเนื่อง เนื่องจากจังหวะและระดับดอกเบี้ยปลายทางยังไม่ชัดเจน ทำให้ดอกเบี้ยระยะสั้นญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ Yen Carry Trade ยังดำเนินต่อเงินทุนมีแนวโน้มไหลจากเยนเข้าสู่ดอลลาร์กดดันเยนอ่อนค่าและหนุน Bond Yield ญี่ปุ่นระยะยาว
สำหรับในสัปดาห์นี้เป็นวันหยุด Silver Week ของญี่ปุน และท่าที BOJ ที่ยังไม่ชัดเจนกดดันเยน ขณะที่ ดอลลาร์แข็งค่าส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าตาม ประกอบกับดอกเบี้ยไทยอยู่ในระดับต่ำเทียบกับภูมิภาค จึงต้องจับตาความเสี่ยงเงินทุนไหลออก แต่ยังไม่เห็นแรงเทขายสินทรัพย์ไทยรุนแรง ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังมีแรงขายน้อยกว่าตลาดตราสารหนี้ และต่างชาติยังถือครองหุ้นไทยอยู่บางส่วน
ด้านกลยุทธ์การลงทุน กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ได้แรงหนุนจากเงินบาทอ่อนค่าและกระแสลงทุน AI โดยมี KCE เป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์ ขณะที่กลุ่มธนาคารยังได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยสูง การถือครองของต่างชาติ และการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 รวมถึงเงินปันผลระหว่างกาล โดยมอง SCB, KTB และ KKP เป็นหุ้นเด่น





